Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง วัดไตรมิตร

วัดไตรมิตร

พระพุทธรูปทองคำวัดสำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพคือ วัดไตรมิตร ที่ผู้คนนิยมไปสักการะพระพุทธรูปทองคำกัน  ตอนนี้ทางวัดได้สร้างพระมหามณฑปหลังใหม่สวยงามโอ่อ่าสำหรับประดิษฐานองค์พระ  ที่สำคัญด้านในยังมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาทั้งของพระทองคำและชุมชนชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านเยาวราชนี้  มาไหว้พระชื่นใจแล้วยังได้มาชื่นชมกับพิพิธภัณฑ์ดี ๆ อีกแห่งของเมืองกรุง โดยเฉพาะใครที่มีเชื้อสายจีนต้องบอกว่าไม่ควรพลาดมาชมกัน

 

 


 

 

พระมหามณฑป วัดไตรมิตร

นี่ไงพระมหามณฑปหลังใหม่ของวัดไตรมิตรที่เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดเมื่อต้นปี 2553 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

เป็นฝีมือการออกแบบอีกชิ้นของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติและอดีตอธิบดีกรมศิลปากร   หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อท่านกันดี เพราะท่านเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระเมรุที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า และพระศพของสมเด็จ กรมหลวงฯ มาแล้วด้วย

 

 


 

 

มาถึงวัดต้องชวนไปกราบพระประธานที่อุโบสถก่อน

วัดไตรมิตรแต่เดิมมีชื่อว่าวัดสามจีน จากชื่อวัดก็เชื่อกันว่าเดิมมีคนจีน 3 คนที่เป็นเพื่อนกันได้ร่วมกันสร้างวัดไว้  พอมามีการบูรณะวัดขึ้นใหม่ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดไตรมิตรในปี พ.ศ. 2482

 

 


 

 

จุดธูปเทียนบูชากันได้ที่ด้านนอก

 

 


 

 

แล้วค่อยเข้าไปกราบพระประธานกันด้านใน

 

 


 

 

พระพุทธทศพลญาณ

พระประธานชื่อพระพุทธทศพลญาณ

 

 


 

 

ขึ้นไปที่พระมหามณฑปกันต่อ

ชั้น 4 ที่เป็นชั้นบนสุดจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ หรือที่เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

ส่วนที่ชั้น 3 จะเป็น ห้องจัดแสดงนิทรรศการหลวงพ่อทองคำ  และชั้น 2 เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช

 

 


 

 

ค่าเข้่าชม วัดไตรมิตร

ใครพาเพื่อนต่างชาติมาต้องไปซื้อบัตรกันก่อน

ถ้าขึ้นไปชั้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำอย่างเดียว 40 บาท  แต่ถ้าชมห้องจัดแสดงที่ชั้น 2 และชั้น 3 ด้วยก็จ่ายเพิ่มอีก 100 บาทเป็น 140 บาท

 

 


 

 

มาซื้อบัตรได้ที่ศาลาหลังนี้

 

 


 

 

ศาลาอยู่ด้านข้างกับพระมหามณฑป

 

 


 

 

ส่วนถ้าใครพาคุณพ่อคุณแม่ อากง อาม่า มาไหว้พระ  เห็นบันไดทางขึ้นแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะพาผู้สูงอายุขึ้นไปถึงองค์พระด้านบนได้ยังไง

 

 


 

 

เขาเตรียมลิฟท์ไว้ให้แล้ว  แต่ลิฟท์นี้สงวนให้ใช้เฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้พิการเท่านั้น

 

 


 

 

ทางเข้าไปที่ลิฟท์จะต้องเข้าประตูที่อยู่ตรงข้ามกับศาลาขายบัตรเข้าชมตรงนี้ล่ะ

 

 


 

 

มากราบพระกัน

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย

 

 


 

 

ส่วนประวัติความเป็นมาเป็นยังไง  กราบพระกันแล้วก็เดินลงมาที่ชั้น 3 เขามีนิทรรศการหลวงพ่อทองคำจัดแสดงเอาไว้อย่างสวยงามน่าดูชม

 

 


 

 

ก่อนเข้าไปต้องถอดรองเท้าใส่ถุงผ้าที่เตรียมไว้ให้ แล้วก็หิ้วติดมือเข้าไปด้วยเลย

ถ้าขี้เกียจหิ้ววางทิ้งไว้ข้างนอก เจ้าหน้าที่เขาเตือนว่าหายกันไปหลายรายแล้ว

 

 


 

 

มาลงทะเบียนเข้าชมที่โถงด้านหน้ากันก่อน

ใครมีกล้องมาด้วยก็เก็บภาพกันได้เต็มที่ เพียงแต่มีข้อห้ามไม่ให้ใช้แฟลชตอนถ่ายเท่านั้น

 

 


 

 

ส่วนแรกจะเป็นห้องฉายภาพยนต์ที่จะฉายวิดีทัศน์สั้น ๆ บอกเล่าเรื่องราวที่มาของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย และพระปางมารวิชัยว่าสร้างจากพุทธประวัติช่วงไหน

ตอนไปถึงอาจจะต้องนั่งรอรอบฉายสักนิดก่อนจะได้เข้าชม

 

 


 

 

แล้วมาดูขั้นตอนการหล่อพระพุทธรูปกันต่อ

 

 


 

 

หลัก ๆ ก็คือ ใช้ดินมาปั้นหุ่นพระเป็นแกนด้านในขึ้นมาก่อน  แล้วค่อยเอาขี้ผึ้งมาพอกทับ  ตกแต่งลวดลายให้เหมือนกันพระพุทธรูปที่เราเห็นกันนี่ล่ะ

จากนั้นก็ค่อย ๆ พอกดินทับลงไป  เสร็จแล้วเท่ากับเราก็จะมีขี้ผึ้งที่มีลวดลายองค์พระอยู่ระหว่างกลางแบบพิมพ์ดิน

พอเผาให้ขี้ผึ้งละลายออกมาตามช่องที่เตรียมไว้แล้ว ก็หลอมทองเทลงไปในช่องว่างแทนที่ขี้ผึ้ง แกะแบบพิมพ์ออกแล้วตกแต่งรายละเอียดต่อไป

ที่จริงแต่ละขั้นจะมีรายละเอียดกว่านี้  ใครสนใจก็ค่อย ๆ ไปอ่านคำอธิบายกันได้

 

 


 

 

ก่อนมาเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม

 

 


 

 

แต่ทีแรกที่พบพระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระทองคำ  เพราะองค์พระถูกพอกเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่ที่วัดพระยาไกร

 

 


 

 

พอดีว่าวัดพระยาไกรมากลายเป็นวัดร้างไปในสมัยรัชกาลที่ 5  พระเถระเจ้าคณะที่ดูแลวัดนี้ก็เลยสั่งให้ย้ายพระมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรมิตร

 

 


 

 

พอมาถึงวัดไตรมิตรแล้ว ทีแรกมาก็เชิญพระมาพักไว้ในเพิงสังกะสีอยู่เกือบ 20 ปีกว่าวิหารที่จะใช้ประดิษฐานพระจะสร้างเสร็จ  ตอนที่ย้ายองค์พระเข้าไปในวิหารนี่ล่ะ  เชือกที่ยกเกิดขาด องค์พระตกลงมาจนปูนกระเทาะถึงได้เห็นว่าเนื้อในเป็นทองคำ

 

 


 

 

ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2498  พอผู้คนรู้ข่าวพระทองคำองค์ใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 3.01 ม. สูง 3.91 ม. ก็แห่แหนมานมัสการกันล้นหลาม จนเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์

 

 


 

 

และหนังสือกินเนสบุ๊คออฟเรคคอร์ดที่รวบรวมสารพัดที่สุดของโลก

 

 


 

 

ก็ระบุว่าพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตรนี้  เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

 

 


 

 

ถัดมามีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมาก  ข้างกันมีฉายวิดีทัศน์การก่อสร้างมหามณฑปนี้ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ

 

 


 

 

ยิ่งพอได้มาเห็นช่างเขียนทำงาน ยิ่งรู้สึกเลยว่างานประณีตมาก ๆ

 

 

 


 

 

 

ปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก

 

 


 

 

ลงมาที่ชั้น 2 มีศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชให้ชมกันต่อ

ข้างในมีเรื่องราวของการอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยของชาวจีน  ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าแผ่นดินไทยจนสามารถสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่มั่งคั่ง  ไปจนถึงบรรยากาศของเยาวราชในอดีต

 

 


 

 

มาถึงก็ลงทะเบียนเข้าชมที่เคาน์เตอร์เสร็จแล้วก็มานั่งรอกันก่อน  เจ้าหน้าที่เขาจะเปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ๆ อีกเหมือนกัน

 

 


 

 

เพราะว่าห้องแรกจะฉายวิดีทัศน์สั้นให้ชมกันเป็นรอบ ๆ ก่อน

 

 


 

 

ห้องฉายมาแนวแปลก  จัดโต๊ะเก้าอี้จริง ๆ ตั้งไว้กลางเวทีที่พอเริ่มฉายก็มีภาพอากงกับหลานชายมานั่งคุยกันอยู่โต๊ะ

เรื่องราวบอกเล่าถึงความผูกพันของชาวจีนที่มีต่อพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่รุ่นเหลากงจนมาถึงรุ่นหลาน  และยังถ่ายทอดบอกเล่าถึงความยากลำบากของคนรุ่นที่เพิ่งอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในเมืองไทย ที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและขยันหมั่นเพียรจนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมามีฐานะที่มั่งคง  ให้ลูกหลานคนรุ่นหลังที่เกิดมาก็มีชีัวิตที่สุขสบาย ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของบรรพชน

ฟังแล้วดูเหมือนอาป้าอาม้าจะอยากจับลูกหลานตัวดี มานั่งฟังอาเหลากงสอนหลานตรงนี้ไปด้วย

 

 


 

 

ดูจบแล้ว  ถัดมาก็จะได้เจอเรื่องราวของชุมชนจีนในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

 


 

 

ยุคนั้นเป็นยุคที่ไทยเราทำการค้าด้วยเรือสำเภากับเมืองจีนในลักษณะของเครื่องบรรณาการ  แล้วก็มีคนจีนนี่ล่ะเป็นกำลังสำคัญทั้งเป็นนายเรือและลูกเรือในสำเภาที่ออกไปค้าขาย

 

 


 

 

ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วที่มีการอพยพของคนจีนมาเป็นระยะ ๆ  เขาก็เลยจำลองบรรยากาศใต้ท้องเรือสำเภาที่ชาวจีนอพยพอาศัยเดินทางฝ่าคลื่นลมเข้ามา

เขาออกแบบให้เราต้องเงยหน้าขึ้นไปชมภาพบนจอ  ที่ฉายพร้อมเสียงประกอบที่ให้บรรยากาศเหมือนกับเราได้ร่วมเรือสำเภาเข้ามาขึ้นฝั่งที่สำเพ็งไปกับเขาด้วย

 

 


 

 

เพื่อให้อินอีกนิด  พอเดินผ่านเรือออกมาก็จะเจอภาพวิวบนท่าเรือที่มองไปเห็นปรางค์วัดอรุณฯ อยู่ลิบ ๆ  อารมณ์เหมือนได้เป็น "ซิงตึ้ง" เพิ่งขึ้นฝั่งสยามยังไงยังงั้นเลย

 

 


 

 

หุ่นจำลองวิถีชีวิตของชาวจีนที่อพยพมาใหม่  ที่ต้องเริ่มด้วยการทำงานใช้แรงงาน

 

 


 

 

บ้างก็เปิดร้านค้า หรือแม้แต่หาบจุ่ยก้วยออกเร่ขาย

 

 


 

 

อาหารหลักของคนจีนก็คือข้าวต้มกับกับข้าว  ที่เรารู้จักกันในชื่อ ข้าวต้มกุ๋ย นี่ล่ะ

ถ้าไปเดินดูเองก็ลองสังเกตด้วยว่า คนจีนเขามีท่านั่งกินที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างด้วย

 

 


 

 

ปู๊ด...ปู๊ด......ปู๊ด........

ห้องถัดมามีเสียงหวูดของเรือกลไฟดังเป็นระยะ  ห้องนี้บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ลงมาที่เริ่มมีเรือกลไฟใช้งานกัน

 

 


 

 

รวมถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ทั้งของไทยเราและในเมืองจีนที่เกิดขึ้นในแต่ละรัชกาล

 

 


 

 

ที่มีผลให้คลื่นผู้อพยพชาวจีนเพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนั้น

 

 


 

 

หลังจากที่รัฐบาลสยามจำต้องเปิดการค้าให้มีความเสรีมาขึ้น  จากข้อตกลงตามสนธิสัญญาที่ทำกับชาติตะวันตกหลายต่อหลายชาติในยุคล่าอาณานิคม  และคนจีนนี่เองที่เริ่มเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ ผ่านความเชี่ยวชาญทางการค้าจนสามารถยึดครองธุรกิจหลากหลายอย่างแทนที่ฝรั่งในเวลาต่อมา

 

 


 

 

ถนนเยาวราชถือเป็นโฉมหน้าใหม่ที่สำคัญของชุนชนชาวจีน  นับตั้งแต่ ร.5 ได้โปรดฯ ให้ตัดถนนสายนี้ขึ้นระหว่าง ถ.สำเพ็ง กับ ถ.เจริญกรุง  แม้จนมาถึงทุกวันนี้เยาวราชก็ยังเป็นไชน่าทาวน์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

 

 


 

 

แบบจำลองของถนนเยาวราชที่คดโค้งไปมา  เนื่องจาก ร.5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ถนนที่ตัดใหม่นี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของที่เดิมให้น้อยที่สุด

 

 


 

 

ฉากในห้องจัดแสดงส่วนนี้ เขาทำเก๋ด้วยการเปลี่ยนฉากเป็นกลางวันกลางคืนสลับกัน

 

 


 

 

แล้วรอบห้องยังแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุนชนชาวจีนในอดีตของย่านเยาวราชนี้กันไว้ให้ระลึกถึง

 

 


 

 

อย่างเช่นบรรยากาศในตลาด

 

 


 

 

หรือโรงงิ้วที่เคยมีกันอยู่หลายต่อหลายโรงในย่านเยาวราชนี้

ความที่ในห้องจะหมุนเวียนจากกลางวันเป็นกลางคืน  ช่วงค่ำ ๆ โรงงิ้วที่เคยเงียบนิ่งก็จะมีงิ้วมาเล่นกันเสียงดังครึกครื้นเรียกคนมามุงดูกันได้เยอะเลย

 

 


 

 

วัดมังกรกมลาวาสที่ด้านหน้าเคยมีแม่ค้าแม่ขายเอาของมาวางขายเป็นตลาดย่อม ๆ กัน

 

 


 

 

ร้านขายทองเคยจัดดนตรีมาบรรเลงสร้างความคึกคักในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างเช่น ตรุษจีน

 

 


 

 

เยาวราชที่เรามองเห็นอาจเป็นเพียงตึกร้านสองข้างทาง  แต่เราจะสัมผัสความเป็นเยาวราชที่แท้จริงได้ก็ด้วยผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่

ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นย่านไชน่าทาวน์หรือชุมชนคนจีน  แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีผู้คนหลายเชื้อชาติต่างศาสนาอยู่อาศัยร่วมกัน

 

 


 

 

ก่อนจะย้อนกลับไปทำความรู้จักกับเจ้าสัวผู้มั่งคั่งชาวจีนหลายต่อหลายท่าน  ที่ความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ชื่อของท่านถูกจดจำผ่านกาลเวลา  หากแต่เป็นคุณธรรมความดีที่ท่านได้ทำและมอบไว้ให้กับสังคม

แต่ถึงจะมีตัวอย่างดี ๆ อย่างนี้  ก็ยังมีคนรวยในยุคสมัยของเราเลือกจะถูกจดจำในความไร้จริยธรรมแทน

 

 


 

 

ห้องถัดมา  มีรูปใบโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่บนเพดาน  สื่อความหมายถึง ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของชาวจีนที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย

 

 


 

 

ห้องนี้ก็เลยจัดแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในย่านเยาวราชเคยได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ที่ได้เสด็จฯ มาเยี่ยมชุมชนในเยาวราช

 

 


 

 

และในห้องสุดท้ายเป็นบรรยากาศสีสันของเยาวราชในยุคปัจจุบัน

 

 


 

 

โดยเฉพาะความเป็นย่านของอร่อยที่ถ้าใครอยากรู้ว่าร้านไหนอยู่ตรงไหนในเยาวราช ก็มาจิ้มเครื่องตรงนี้ก็จะมีแผนที่บอกทางกันไว้ให้

 

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.