Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง วัดประจำรัชกาล

วัดประจำรัชกาล

ถ้าจะเที่ยวชมศิลปะในบ้านเรา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับพระศาสนา ซึ่งก็คือศิลปกรรมต่าง ๆ ในวัดวาอารามที่มีอยู่มากมายในเมืองไทย และถ้าเป็นวัดหลวงแล้วฝีมือช่างที่ได้มาฝากฝีมือเอาไว้ก็ย่อมไม่ใช่ธรรมดา แล้วยิ่งถ้าเป็นวัดประจำรัชกาลด้วยแล้วเห็นจะไม่ต้องบรรยายความให้มากเลยว่าน่ามาชมขนาดไหน



ThaiWeekender ทริปนี้จะพาไปเดินเก็บบรรยากาศความงามของวัดประจำรัชกาลกันถึง 4 แห่งด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ตั้งแต่วัดโพธิ์ (รัชกาลที่ 1) วัดอรุณฯ (รัชกาลที่ 2 ) วัดราชประดิษฐ์ฯ (รัชกาลที่ 4 ) และวัดราชบพิธฯ (รัชกาลที่ 5 )

ส่วนถ้าจะสงสัยว่าทำไมไม่พาไปวัดประจำรัชกาลที่ 3 หรือ วัดราชโอรส ไปด้วยเลย ต้องขอบอกว่าวัดนี้อยู่ไปทางฝั่งธน อาจจะเดินทางลำบากสักนิด และเพราะตั้งใจจะให้ทริปนี้เป็น Walking Tour ที่เดินเที่ยวย่านเดียวไปเลย

 


 

โปรแกรมเดินชม

ทริปนี้ค่อนข้างยาวแล้วก็ไปกันหลายที่ ขอเล่าให้ฟังสักนิดพอให้เห็นภาพก่อนว่าจะมีที่ไหนกันบ้างไว้ก่อน

เริ่มออกเดินกันตรงท่าเตียน ด้วยการนั่งเรือข้ามไปชม วัดอรุณฯ กันก่อน เพราะแดดสีส้มยามเช้าที่ส่องไปที่พระปรางค์เป็นวิวที่สวยมาก จากนั้นก็จะข้ามเรือกลับมาที่ วัดโพธิ์ เดินเที่ยวที่นี่สักรอบ  แล้วอาจพักเหนื่อยด้วยการลองใช้บริการนวดที่วัดโพธิ์นี่แล้วค่อยออกมาเดินชม วัดราชประดิษฐ์ฯ กับ วัดราชบพิธฯ กันต่อ ระหว่างทริปใครหิวแนะนำให้แว่บไปหาของอร่อย ๆ ทานกันที่ แพร่งภูธร ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ ร้านไหนน่าทานเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังไว้ด้วย

 

พูดถึงเรื่องของกิน  ก็เลยต้องขอบอกเพิ่มเติมด้วยว่า รายการนี้น่าจะเลือกมาเดินกันในวันเสาร์ เพราะร้านอาหารที่แพร่งภูธรส่วนใหญ่จะปิดวันอาทิตย์กัน และถ้าเป็นเสาร์ที่ตรงกับวันพระจะดีมาก เพราะจะได้เข้าไปชมอุโบสถของวัดราชบพิธที่สวยแปลกตาหาดูไม่ได้ง่าย ๆ แปลกยังไงลองค่อย ๆ ตามอ่านไปก่อน เดี๋ยวค่อยเฉลย

ส่วนใครที่จะหาโอกาสวันว่างมาเดินชมความงามของวัดทั้งสี่แห่งนี้ ขอบอกว่าแต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันนัก พอที่จะเดินกินลมชมกันไปได้เรื่อย ๆ เรียกว่าแนะนำให้เป็น Walking Tour ที่น่าเดินสายหนึ่งเลย

 


 

อย่างที่บอกว่าเราจะข้ามไปที่ วัดอรุณฯ ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ก่อน จะได้ไม่ร้อนเกินไปด้วยเพราะที่นี่ไม่ค่อยมีมุมหลบแดด  แล้วช่วงเช้า ๆ น่าจะถ่ายรูปได้สวยกว่า เพราะดวงอาทิตย์จะได้อยู่คนละด้านกับปรางค์วัดอรุณที่เราจะไปชมกัน

ใช้เรือข้ามฟากที่ท่าเตียน ค่าโดยสารคนละ 3 บาท ชื่อเรือข้ามฟากที่ให้บริการอยู่คือ โพธิ์อรุณ คงเพราะใช้เชื่อมระหว่างวัดโพธิ์กับวัดอรุณนี่เอง

 



ระหว่างรอเรือออก ขอเล่าประวัติวัดให้ฟังคร่าว ๆ กันก่อนแล้วกัน

วัดอรุณ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 เดิมมีชื่อว่าวัดมะกอกนอก เป็นวัดเก่าแก่ที่มีหลักฐานว่ามีมาอย่างน้อยก็สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่เรารู้อย่างนี้ก็เพราะมีหลักฐานเป็นแผนที่ที่ชาวฝรั่งเศสได้ทำขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งระบุตำแหน่งของวัดมะกอกนอกเอาไว้ในแผนที่ด้วย

 


 

ในสมัยนั้นบางกอกก็เป็นเมืองหน้าด่านด้วย เราจะเห็นป้อมสีขาว ๆ ริมแม่น้ำที่อยู่ถัดจากวัดอรุณไป ก็สร้างในสมัยพระนารายณ์ แถมยังตั้งชื่อว่า ป้อมวิชาเยนทร์ ตามชื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฝรั่งชาวปอร์ตุเกส ที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักในสมัยนั้น

 


 

วัดอรุณ มาเป็นพระอารามหลวงก็ในสมัยที่พระเจ้ากรุงธนบุรีท่านมาสถาปนาเมืองหลวงของไทยขึ้นที่นี่ โดยมีพระราชวังอยู่ติดกัน ป้อมวิชาเยนทร์ ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ส่วนวัดมะกอกนอกซึ่งอยู่ติดกับพระราชวังก็ถูกกันเข้ามาเป็นวัดในพระราชวัง ทั้งยังได้ชื่อใหม่เป็นวัดแจ้ง เนื่องจากตอนที่พระเจ้ากรุงธนฯ ท่านเสด็จกลับจากอยุธยาเรือล่องลงมาเช้าที่วัดนี้พอดี

ดังนั้น วัดอรุณฯ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นวัดในพระราชวังเหมือนกันวัดพระแก้วเดี๋ยวนี้

และครั้งที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ( รัชกาลที่ 1) ชนะศึกที่เวียงจันทร์และได้เชิญพระแก้วมรกตและพระบางลงมาด้วย พระพุทธรูปทั้งสององค์ก็ได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดอรุณฯ นี่เอง ซึ่งแต่เดิมพระเจ้ากรุงธนฯ โปรดจะให้สร้างมหาปราสาทถวาย แต่ก็มาสิ้นรัชกาลเสียก่อน

 


 

พอรัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้วก็ให้ย้ายเมืองหลวงมาที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแต่เพียงฝั่งเดียว  ส่วนทางพระราชวังเดิมก็โปรดฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอซึ่งก็ต่อมาคือรัชกาลที่ 2 ประทับอยู่

รัชกาลที่ 2 ในช่วงที่ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม พระองค์ท่านก็ได้โปรดให้สร้างพระอุโบสถและอื่น ๆ รวมทั้งทำนุบำรุงวัดอรุณฯ มาตลอดช่วงที่ประทับอยู่นาน 27 ปี และด้วยความที่พระองค์ท่านมีฝีมือทางการช่าง พระพักตร์พระประธานในพระอุโบสถจึงฝีพระหัตถ์ปั้นของพระองค์ท่าน

 


 

ในช่วงรัชกาลที่ 2 พระปรางค์วัดอรุณฯ ยังไม่ได้สูงใหญ่อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้   แต่หลังจากที่รัชกาลที่ 2 ได้ขึ้นครองราชย์และย้ายมาประทับที่พระบรมมหาราชวังแล้วว่า โปรดจะให้มีพระมหาธาตุสำคัญขึ้นไว้ในบ้านเมืองตามคติแต่โบราณ จึงได้มีการเตรียมการก่อสร้างพระปรางค์ขนาดใหญ่ขึ้น แต่ก็มาสิ้นรัชกาลเสียก่อน

พระปรางค์ที่เราเห็นอยู่จึงมาก่อสร้างเอาในสมัยรัชกาลที่ 3

 


 

พระปรางค์องค์นี้มีความสูงประมาณ 67 เมตร ตัวองค์พระปรางค์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบซึ่งเป็นพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3

ว่ากันว่าเครื่องถ้วยชามจานที่นำมาใช้สร้างวัดนั้น เป็นของที่นำเข้ามาแต่เกิดแตกหักระหว่างทาง แต่ไม่ให้เสียเปล่าก็เลยโปรดให้นำมาใช้สร้างวัด

 


 

ตัวพระปรางค์นั้นสร้างให้เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ โดยมีคติว่าเขาพระสุเมรุนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และบนเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีพระอินทร์เป็นใหญ่ปกครองอยู่

ดังนั้นเราจึงเห็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ทั้งสี่ด้านขององค์ปรางค์

ส่วนปรางค์บริวารที่รายอยู่ จะเป็นรูปพระพายทรงม้าประดับอยู่

 


 

การสร้างพระปรางค์องค์นี้มีเกร็ดที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน คือปกติที่ส่วนยอดของปรางค์จะเป็นนภศูล แต่ถ้าลองสังเกตยอดของพระปรางค์ที่วัดอรุณฯ จะเห็นว่ายังมีรูปมงกุฎอยู่เหนือนภศูลขึ้นไปอีกด้วย

ทั้งนี้เพราะในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอยู่ว่าใครจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป เนื่องจากก่อนที่รัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคตนั้น ประชวรตรัสไม่ได้จึงไม่ได้ทรงมอบราชสมบัติให้ผู้ใด

ในช่วงนั้นรัชกาลที่ 3 ทรงเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทำราชการเป็นหลักใหญ่สำคัญอยู่ ทั้งยังทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์โต พระชนมายุ 37 พรรษา เพียงแต่ทรงประสูติแต่เจ้าจอม ส่วนรัชกาลที่ 4 นั้นทรงประสูติแต่พระมเหสี

เมื่อรัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคตนั้นรัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชอยู่ เพราะในสมัยนั้นเป็นธรรมเนียมที่ราชกุมารเมื่อได้ทรงเล่าเรียนสรรพวิชาการต่าง ๆ แล้วเมื่ออายุครบบวชคือ 20 พรรษาก็จะต้องทรงผนวชก่อนแล้วจึงค่อยออกมารับราชการ เมื่อเหล่าเสนาบดีหารือถึงผู้ที่จะสืบทอดราชสมบัตินั้น ได้ไปทูลถามรัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงผนวชอยู่ว่าจะทรงประสงค์ในราชสมบัติหรือจะทรงผนวชอยู่ต่อไป ในครั้งนั้นรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะผนวช เหล่าเสนาบดีจึงได้ทูลเชิญให้รัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์

แต่กระนั้นก็ยังเกิดฝักเกิดฝ่ายขึ้นในหมู่พระญาติและข้าราชการ จนแม้เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงไปจำพรรษาที่วัดสมอราย ( ปัจจุบันคือวัดราชาธิวาส ถนนสามเสน ) ซึ่งสมัยนั้นถือว่าอยู่ไกลจากพระนครพอควร

ในช่วงนั้นรัชกาลที่ 4 ได้ศึกษาแล้วเห็นว่าธรรมวินัยของพระสงฆ์ไทยนั้นหย่อนยานไม่ตรงตามพุทธบัญญัติอยู่หลายเรื่อง ก็ได้ทรงสถาปนา พระธรรมยุติกนิกาย ขึ้นให้มีวัตรปฏิบัติตามพุทธบัญญัติอย่างเคร่งครัด ต่อมาเป็นที่เลื่อมใสมีทั้งพระไปบวชและคฤหัสถ์ไปถือศีลฟังธรรมกันมาก ก็มีคนไปทูลยุยงกับรัชกาลที่ 3 ในทำนองที่รัชกาลที่ 4 ทรงซ่องสุ้มผู้คน ซึ่งรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงเชื่อแต่ก็ทรงรำคาญพระราชหฤทัยเรื่องนี้ จึงได้ปรึกษากับพระยาศรีพิพัฒน์ ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ท่านได้ทูลเสนอให้อัญเชิญรัชกาลที่ 4 มาครองวัดที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างไว้แต่ยังไม่เสร็จก็สวรรคตเสียก่อน เรียกว่าให้มาประทับอยู่เสียใกล้พระเนตรพระกรรณ คนจะได้เลิกนินทากันเสีย ซึ่งรัชกาลที่ 3 ก็ทรงเห็นด้วย จึงโปรดให้เชิญรัชกาลที่ 4 มาครองวัดใหม่นี้ โดยตั้งชื่อวัดว่าวัดบวรนิเวศฯ

ชื่อ วัดบวรนิเวศฯ นั้นถูกตั้งให้สอดคล้องกับชื่อ กรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งคือตำแหน่งองค์อุปราช

ทั้งกระบวนเรือที่ไปอัญเชิญรัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงผนวชอยู่นั้น ก็โปรดฯ ให้จัดอย่างกระบวนเรือของพระมหาอุปราช ส่วนตำแหน่งกรมพระราชวังบวรที่ว่างลงนั้นก็ทรงปล่อยให้ว่างไว้อย่างนั้นมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด แม้ในปลายรัชกาลที่มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตไป  ก็ไม่โปรดตั้งใครขึ้นแทน  ทรงมีพระราชดำริว่าจะให้พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไปเป็นผู้ทรงตั้ง

 


 

ส่วนพระปรางค์วัดอรุณฯ ในคราวที่สร้างเสร็จและจะฉลองนั้น  รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้ยืมยอด  " มงกุฎ " ของพระประธานวัดนางนองที่หล่ออยู่มาประดับไว้บนยอด เพื่อเป็นนัยให้รู้ทั่วกันว่า "เจ้าฟ้ามงกุฎ" ซึ่งคือพระนามของรัชกาลที่ 4 นั้นจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป

 


 

นอกเหนือจากพระปรางค์ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของกรุงเทพแล้ว เราคงรู้จักยักษ์วัดแจ้งกันเป็นอย่างดี ยิ่งสมัยเด็ก ๆ ได้ดูหนังที่มียอดมนุษย์สู้กับยักษ์วัดแจ้งเสียด้วย นี่ล่ะยักษ์วัดแจ้งตัวจริงเสียงจริง

 


 

ยักษ์ตนแรกคือ "ทศกัณฐ์"  มีกายเป็นสีเขียว

 


 

 

ส่วนตนข้าง ๆ ชื่อ "สหัสเดชะ"  ซึ่งเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากตนหนึ่งแล้วก็เป็นวงศ์วานว่านเครือของทศกัณฐ์ด้วย

ยักษ์ทั้งสองตนเดิมสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 และยังเป็นต้นแบบของยักษ์ทวารบาลที่อยู่ในวัดพระแก้วด้วย แต่ของเดิมชำรุดไปที่เห็นจึงเป็นของที่บูรณะขึ้นใหม่

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.