เที่ยวแรมคืน
FacebookTwitterBlogger

ท่าวังผา

จากตัวเมืองน่านมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อขึ้นไป ย่านนั้นมีที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้หลายแห่ง   อำเภอแรกที่ถึงก่อนใครก็คือ อ.ท่าวังผา  ที่นั่นต้องไปชมภาพจิตรกรรมกันที่ วัดหนองบัว และเลือกซื้อผ้าทอพื้นเมืองของชาวไทลื้อที่มีชื่อเสียงของที่นี่  ระหว่างทางยังมี หอศิลป์ริมน่าน ให้แวะดื่มด่ำกับศิลปะในบรรยากาศเป็นธรรมชาติริมน้ำน่าน  ก่อนจะไปพักค้างกันได้ที่ อช.นันทบุรีและดอยวาว อีกจุดกางเต็นท์ยอดนิยมที่มีจุดชมวิวสวย ๆ

 

 

 

มาตั้งต้นกันที่ ทล.1080 ใกล้กับสนามบินน่าน  ตรงนั้นจะเป็นต้นทางของการเดินทางจากตัวเมืองน่านออกไปอำเภอทางทิศเหนือ  เริ่มจาก อ.ท่าวังผา เรื่อยไปจนถึง อ.ทุ่งช้าง แต่ละอำเภอก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ห่างกันเพียงราว 15 - 16 กม. เท่านั้น  เรียกว่าแวะเที่ยวให้ทั่วได้ไม่ยาก

 

 


 

 

เดี๋ยวจะพาแวะเที่ยวในเส้นทางจากตัวอำเภอเมืองออกไปที่ อ.ท่าวังผากัน

ถนนสายนี้จะเป็นถนน 2 เลนสวนกัน  สภาพถนนดี ร่มรื่นไปด้วยร่มไม้เขียวสดชื่นไปเกือบตลอดทาง   มีเนินมีโค้งบ้างเล็ก ๆ ขับรถไม่ยากอะไร

 

 


 

 

วิ่งรถมา 20 กม. ถึงหลัก กม.ที่ 20 ก็จะเจอ  "หอศิลป์ริมน่าน" อยู่ทางขวามือ ก็ชวนให้เลี้ยวแวะเข้ามาเลย

ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก  ถนนหนทางก็มาไม่ลำบาก  เรียกว่าถ้ามาเที่ยวอยู่ที่ตัวเมืองน่าน แล้วโปรแกรมช่วงบ่ายว่าง ๆ อยู่ไม่รู้จะไปไหนดี  จะไปตะลอนชมวัดก็แดดร้อนเกิน  อาจจะเลือกขับรถมาที่หอศิลป์ริมน่าน  จะได้มีเวลาอ้อยอิ่งชมงานศิลป์กันได้นาน ๆ  ด้วย

 

 


 

 

ที่นี่เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ  ตั้งแต่ 9.00 - 17.00 น.  มีค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 20 บาท

ใครที่ไม่มีรถมาเอง  ก็นั่งรถสองแถวสีฟ้าสายท่าวังผา-ปัว หรือ รถบัสสีส้มสายทุ่งช้าง มาก็ได้ รถจะวิ่งผ่านหน้าหอศิลป์   ค่ารถจากในเมืองเท่ากันคือ 25 บาท

 

 


 

 

หอศิลป์ที่นี่เป็นของ อ.วินัย ปราบริปู  ศิลปินชาวน่านจากรั้ว ม.ศิลปากร ที่หลังจากโลดแล่นในวงการมานานหลายสิบปี   ก็กลับมาลงเงินลงแรงสร้างหอศิลป์ขึ้นมาในจังหวัดบ้านเกิด

เพราะหวังจะสร้างโอกาสให้กับเยาวชนและผู้คนที่แม้จะอยู่ในจังหวัดเล็ก ๆ ห่างไกล  ให้ได้สัมผัส เรียนรู้ และชื่นชมกับงานศิลปะชั้นเยี่ยม ๆ  ไม่ด้อยกว่าคนในเมืองหลวง

 

 


 

 

 

ที่นี่ก็เลยหมุนเวียนนำผลงานศิลปะจากศิลปินหลากหลาย มาจัดแสดงให้ได้ชมกัน

อยากรู้ก่อนว่าช่วงที่จะไปมีนิทรรศการอะไรจัดแสดงอยู่ ก็เข้าไปดูได้ที่ www.nanartgallery.com

 

 


 

 

เก้าอี้และเงาของเก้าอี้  มุมยอดนิยมของคนที่ไปเยือนที่นี่ต้องเก็บภาพเป็นที่ระลึก

 

 


 

 

ขึ้นไปที่ชั้นบนปุ๊บ  ก็จะได้พบกับภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ที่พระราชทานไว้คราวที่เสด็จมาเยี่ยมชมหอศิลป์ริมน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2550

 

 


 

 

งานที่จัดแสดงที่ชั้นบนนี้จะผลงานของ อ.วินัย เองที่จะเป็นภาพในธรรมชาติ

ไปยืนดูแล้วเหมือนเราจะหลุดเข้าไปอยู่ในภาพที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติสวยไปเลยทีเดียว

 

 


 

 

นี่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่ประดับอยู่บนตัวอาคาร  ที่สะท้อนความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  จนเป็นสัญลักษณ์ของหอศิลป์ริมน่าน

 

 


 

 

อีกส่วนก็จะเป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์

 

 


 

 

เห็นภาพนี้คงจำปู่ม่านย่าม่านกันได้

 

 


 

 

ที่วัดภูมินทร์มีจิตรกรรม "กระซิบรักบันลือโลก"  ที่นี่ก็มีภาพกระซิบเหมือนกัน แต่เปลี่ยนตัวละครเป็นหนุ่มสาวร่วมสมัย  ที่ถ้าผ่านไปอีกสัก 100 ปีข้างหน้า ก็อาจเป็นภาพประวัติศาสตร์ไปได้เหมือนกันใครจะรู้

 

 


 

 

ส่วนตัวชอบภาพจิตรกรรมภาพนี้ที่วัดภูมินทร์มาก มาเจอเป็นภาพวาดชายหนุ่มกำลังชมภาพนี้ด้วยท่าทีครุ่นคิด  เห็นแล้วต้องเรียกว่าโดนมาก ๆ

 

 


 

 

ชมทั่วดีแล้วออกมาที่เรือนด้านข้างกัน

 

 


 

 

มารับโปสการ์ดที่ระลึกที่แจกฟรีสำหรับผู้เข้าชมหอศิลป์ คนละ 1 ใบ ได้ที่นี่

 

 


 

 

ข้างในยังมีของที่ระลึกสวย ๆ หลายอย่างให้เลือกซื้อ

 

 


 

 

เหมือนอาจารย์แกจะรู้ใจหนุ่ม ๆ  จัดเก้าอี้นั่งพักไว้ให้หลายตัว ไว้นั่งคอยสาว ๆ เขาช้อปกัน

 

 


 

 

หรือจะเลือกมานั่งสูดอากาศด้านนอกก็ได้

 

 


 

 

เรือนฝั่งตรงข้ามกัน

 

 


 

 

มีงานศิลปะที่เหมาะจะเลือกหาไปแต่งบ้าน

 

 


 

 

มองย้อนกลับไปบ้าง

 

 


 

 

นอกจากที่อาคารจัดแสดงหลังใหญ่แล้ว  ตรงข้าง ๆ ลานจอดรถยังมีอาคารจัดแสดงหลังเล็กอยู่ สำหรับจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนอีกหลัง

 

 


 

 

ช่วงที่ไปเป็นนิทรรศการศิลปะภาพพิมพ์โลหะ ฝีมือของ ประสิทธิ์  ชนิตราภิรักษ์  ศิลปินชาวน่านอีกคน

เชื่อไหมว่าเรามีผลงานของศิลปินคนนี้อยู่ในครอบครองกันทุกคน เพราะหน้าที่การงานของ อ.ประสิทธิ์ ก็คือ ผู้ออกแบบธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่ล่ะ

 

 


 

 

ถ้าใครชอบชมจิตรกรรมฝาผนัง  ต้องไม่พลาดมาแวะที่ เฮือนหนานบัวผัน ด้วย

 

 


 

 

เพราะที่นี่รวบรวมภาพถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังจากวัดภูมินทร์ และ วัดหนองบัว ที่เป็นฝีมือการวาดของ หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อ  และยังมีภาพจิตกรรมที่มีลักษณะของสกุลช่างเมืองน่านจากวัดพระธาตุช้างค้ำ และ วัดมิ่งเมือง เอาไว้รวมกว่า 130 ภาพ

 

 


 

 

ภาพพวกนี้ถ่ายด้วยระบบดิจิตอลความละเอียด 22 ล้านพิกเซล แล้วปริ้นท์ 8 สีลงบนผืนผ้าใบ  ที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนใครไปแซะเอาภาพจิตรกรรมของแท้มาจัดแสดงเอาไว้ที่นี่เลยทีเดียว   เพราะเหมือนจริงเอามาก ๆ

แต่ที่เหนือกว่าก็คือไม่ต้องแหงน ไม่ต้องชะเง้อให้เมื่อยเหมือนตอนไปดูจิตรกรรมในวัด ก็ได้ชมกันเต็มตาแล้ว

 

 


 

 

ห้องจัดแสดงห้องนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ  แต่จังหวะดีได้เข้าชมพร้อมคณะสื่อมวลชนก็เลยได้รับอนุญาตจาก อ.วินัย ให้เก็บภาพมาฝากกันได้

 

 


 

 

ถ้าใครติดอกติดใจกับภาพถ่ายจิตรกรรมที่เหมือนจริงเอามาก ๆ แบบนี้จนอยากได้ไว้ในครอบครอง ก็เชิญมาที่อาคารร้านของที่ระลึกอีกหลังที่อยู่ใกล้ ๆ กับลานจอดรถ

 

 


 

 

ข้างในนอกจากจะมีงานศิลปะงาม ๆ กับหนังสือหนังหาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะต่าง ๆ แล้ว

 

 


 

 

ก็ยังมีภาพถ่ายจิตรกรรมที่ปริ้นท์บนผืนผ้าใบ

 

 


 

 

ภาพเก็บรายละเอียดมาครบแม้แต่รอยกระเทาะของสีที่หลุดไป

 

 


 

 

ด้านข้างที่ติดกับลำน้ำน่านมีเก้าอี้ไว้ให้นั่งพักผ่อน

 

 


 

 

มีน้ำดื่มบริการฟรี  ส่วนกาแฟชงดื่มได้เองในราคาแก้วละ 15 บาท  เงินหยอดลงกล่องได้เลย

 

 


 

 

ส่วนเครื่องดื่มเย็น ๆ มีแช่ไว้ให้ในตู้เย็น หยิบเอง เปิดเอง ส่วนเงินจ่ายได้ที่แคชเชียร์ร้าน

 

 


 

 

ก่อนกลับอย่าลืมแวะเข้าห้องน้ำกันด้วย  ก็แหมเป็นห้องน้ำในหอศิลป์ เรื่องจะไม่สวยเห็นจะไม่ได้   ไหน ๆ มาไกล มาแล้วต้องชมให้ครบ

 

 


 

 

ออกเดินทางกันต่อ

เลยจากหอศิลป์ริมน่านไปอีกราว 20 กม. ก็จะถึงตัวอำเภอท่าวังผา  ที่นี่ต้องไปชมจิตรกรรมฝีมือหนานบัวผันที่วัดหนองบัวกัน

ทางเข้าวัดจะอยู่ก่อนตัวอำเภอนิดนึง  สังเกตว่าพอเจอป้ายบอกว่าอีก 300 ม. จะถึง รพ.ท่าวังผา ก็ให้ชะลอรถ เปิดไฟเลี้ยวซ้ายเตรียมไว้เลย

 

 


 

 

ทางตรงนั้นจะต้องวิ่งข้ามสะพานไปก่อน พอพ้นช่วงสะพานตรงที่เห็นรถบัสกำลังเลี้ยวออกมา  ก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป

 

 


 

 

เข้ามานิดเดียวจะสุดทางเป็นสามแยก   เห็นป้าย บ.หนองบัว ให้เลี้ยวขวา ก็เลี้ยวตามป้ายมา

 

 


 

 

มาอีกนิดก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายนี้

 

 


 

 

แล้วจะมาเจอสะพานข้ามแม่น้ำน่าน  มีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายหลังข้ามสะพานไปแล้ว

 

 


 

 

ข้ามสะพานมาก็เลี้ยวซ้ายหน้า รร.บ้านท่าค้ำ

 

 


 

 

จากนั้นก็วิ่งตามทางไปอย่างเดียวเลย

 

 


 

 

จนเจอสะพานเล็ก ๆ มีป้ายบอกให้เลี้ยวขวา ก็จะมาเจอ วัดหนองบัว แล้ว

 

 


 

 

ข้อมูลบอกว่าวิหารของที่วัดเป็นแบบไทลื้อแท้ ๆ ไม่มีลักษณะสถาปัตยกรรมของภาคกลางหรือทางกรุงเทพเข้ามาปน

 

 


 

 

เงยขึ้นไปมองช่อฟ้า ก็ไม่เหมือนอย่างวัดทางกรุงเทพฯ จริง ๆ ด้วย

 

 


 

 

หน้าทางเข้ามีสิงห์อยู่คู่หนึ่ง

 

 


 

 

เข้ามาด้านในมากราบพระกันก่อน

 

 


 

 

ผนังด้านหลังพระประธานมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าทรงเครื่องกษัตริย์ที่สวยงาม

 

 


 

 

เสียดายก็แต่ภาพบางส่วนถูกความชื้นจนลบเลือนไปมาก  โดยเฉพาะตามผนังด้านล่างที่ความชื้นขึ้นมาถึงได้ง่าย เพราะความที่เป็นการวาดด้วยเทคนิคสีฝุ่นผสมกาว

 

 


 

 

ภาพตรงนี้เป็นตอนที่นางพรหมจารีแสดงความกล้าหาญและเก่งกล้า สามารถรำดาบสองมือเหยียบหัวช้างเข้าฟาดฟันรบกับท้าวกาวินทราช

เป็นเรื่องราวตอนหนึ่งในจันธคาธชาดก ที่เป็นนิทานธรรมที่นิยมแพร่หลายทั้งในล้านนาและล้านช้าง  เพราะช่วยสอนให้เห็นถึงคุณธรรมความดีงามในชีวิตอย่าง การเสียสละเพื่อส่วนรวม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์   แล้วก็ถูกนำมาวาดไว้เกือบเต็มพื้นที่ผนังในวิหารที่วัดหนองบัวนี้

 

 


 

 

แอบเห็นนางที่อยู่ท้ายช้างเธอฟ้อนกันเบิกบาน ก็เลยพอเดาได้ว่าศึกครั้งนี้ข้างไหนเป็นฝ่ายชนะ

 

 


 

 

ภาพวาดที่นี่แสดงความเป็นธรรมชาติของชาวบ้านอย่างแท้จริง  แล้วมีการเขียนบรรยายประกอบภาพด้วยอักษรล้านนา เหมือนกับจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของสกุลช่างเมืองน่าน

 

 


 

 

แล้วก็จะได้เห็นรูปแบบการแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม ของผู้คนในยุคก่อน

 

 


 

 

โดยเฉพาะลวดลายของผ้าซิ่นสวย ๆ ที่ยังมีการทอสืบต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้

 

 


 

 

วัดหนองบัวมีมาเก่า แต่ตัววัดที่เรามากันนี้เป็นของที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ตอนที่ย้ายวัดมาจากที่ตั้งเดิม

ส่วนภาพจิตรกรรมในวิหารมาวาดในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว  เราจะเห็นได้จากภาพฝรั่งไว้หนวดไว้เคราใส่หมวกถือปืนยาว  ที่คงมีให้พบเห็นในยุคนั้น

 

 


 

 

ภาพจิตรกรรมที่วัดหนองบัวมีหลักฐานว่าคนวาดคือ หนานบัวผัน  (คำว่า หนาน ความหมายทางล้านนาก็เหมือนกับ ทิด ก็คือคนที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว)

ส่วนที่วัดภูมินทร์นั้นเดิมไม่ทราบว่าใครเป็นผู้วาดไว้  แต่จากการศึกษาของ อ.วินัยแห่งหอศิลป์ริมน่าน ถึงลักษณะที่คล้ายกับของจิตรกรรมทั้งที่วัดหนองบัวกับวัดภูมินทร์ รวมทั้งจากลักษณะของภาพร่างในสมุดร่างภาพของหนานบัวผันที่เก็บอยู่ที่วัดหนองบัว  ก็ทำให้เชื่อได้ว่าภาพจิตรกรรมทั้งสองแห่งเป็นฝีมือของศิลปินคนเดียวกัน คือ หนานบัวผัน

 

 


 

 

เจอภาพจิตรกรรมที่ไม่คุ้นกับเรื่องราวที่วาด  ชักดูไม่ค่อยสนุกไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นตอนอะไร

 

 


 

 

แต่ลองกวาดตาดู บางทีก็จะเจอภาพที่อดอมยิ้มไปไม่ได้ อย่างภาพกุ๊กกิ๊ก ๆ ของทหารและนางในที่ชะม้ายตามองแบบมีใจให้กัน

ภาพชะม้ายชายตาอย่างนี้ยังมีให้เห็นอีกหลายแห่งทั้งวัดหนองบัว และ วัดภูมินทร์ ที่สำคัญบางภาพเป็นชายกับชาย ที่ทำให้หลายคนอดรำพึงไม่ได้ว่า "เอ๊ะ หรือว่า"  แต่ อ.วินัย ก็เฉลยว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ เป็นแค่สไตล์ของศิลปินที่วาด

 

 


 

 

ด้านข้างเป็นโบสถ์

วัดทางล้านนาเขานิยมสร้างโบสถ์หลังเล็ก ๆ แต่มาสร้างวิหารให้หลังใหญ่แทน เพราะถือว่าโบสถ์เป็นที่เฉพาะสงห์ใช้ทำสังฆกรรมกันเท่านั้น  แต่ที่วิหารที่มีญาติโยมมาฟังเทศน์ ฟังธรรม มีกิจกรรมงานบุญอะไรกัน ก็จะสร้างให้ใหญ่จุคนได้มาก ๆ

 

 


 

 

กับลวดลายที่หน้าบัน

 

 


 

 

ซุ้มประตูที่มีนาคกระหวัดหางคล้าย ๆ กับที่วัดพระธาตุแช่แห้ง  แต่ที่นี่คงเป็นวัดชาวบ้านลวดลายอาจไม่วิจิตรอย่างวัดที่เจ้าเมืองสร้าง

 

 


 

 

พระประธานด้านใน กับบรรยากาศเรียบง่าย

 

 


 

 

ด้านหลังวิหารออกไป ยังมีเรือนไทลื้อเปิดให้ไปชมกันได้

น่านเองมีคนหลากหลายชาติพันธ์อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่กลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ ไทลื้อ นี่ล่ะ

แล้วบรรดาศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เรามาดูกันที่เมืองน่าน อย่าง ผ้าทอลายน้ำไหล การแข่งเรือ หรือศิลปะตามวัดวาอย่างที่วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุแช่แห้ง รวมทั้งที่วัดหนองบัว ก็เป็นผลงานสร้างสรรค์ของชาวไทลื้อนี่เอง

 

 


 

 

หลังคาเรือนที่ทำจากแผ่นไม้ที่เรียกว่า แป้นเกล็ด

 

 


 

 

ขึ้นไปเดินชมบนเรือนได้

 

 


 

 

สมัยก่อนคนเดินเท้าเปล่ากัน  ก่อนขึ้นเรือนก็เลยต้องล้างเท้ากันก่อน

 

 


 

 

บรรยากาศบนบ้าน

 

 


 

 

มีข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านจัดแสดงให้ชม

 

 


 

 

ชุดไทลื้อ

 

 


 

 

ซิ่นงาม ๆ ที่ขึ้นชื่อ

 

 


 

 

มีแขวนภาพภาพสาวในชุดไทลื้อถ่ายที่หน้าวิหารวัดหนองบัว

 

 


 

 

ผู้หญิงไทลื้อนี่ขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทอผ้า  ใต้ถุนเรือนยังมีกลุ่มแม่บ้านทอผ้ากันอยู่

 

 


 

 

มาชมขั้นตอนการทอและเลือกซื้อผ้าทอผืนสวยติดไม้ติดมือกันได้

 

 


 

 

ตรงนั้นเขามีอะไรกัน

 

 


 

 

อ๋อ มีผลิตภัณพ์จาก "ไก" มาวางขาย

ไก ก็คือ สาหร่ายน้ำจืดที่เก็บได้จากแม่น้ำน่าน  จะมีเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงราวเดือนพฤษภาคม  กลุ่มแม่บ้านที่นี่ก็จะเอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่างมาวางขายกัน

 

 


 

 

เดินเลยออกมาทางด้านหลังวัด จะเจอป้ายบอกทางไป จันทร์สมการทอ

 

 


 

 

เดินตามป้ายมาไม่ไกลก็เจอแล้ว

 

 


 

 

บ้านช่องแถวนี้เขาไม่ค่อยปิดประตูบ้านกัน  ขอเดินมาดูป้ายให้แน่ใจก่อน

ใช่แล้ว จันทร์สมการทอ แน่นอน

 

 


 

 

ด้านในเป็นที่ตั้งของกลุ่มทอผ้า

 

 


 

 

อย่างที่บอกไว้ว่าผู้หญิงไทลื้อจะเก่งเรื่องการทอผ้า แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปก็เลิกทอผ้าใช้เอง หันไปใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปกัน  จนเมื่อสัก 30 ปีมาแล้วที่ป้าจันทร์สมหันมารื้อฟื้นการทอผ้า จนเกิดตั้งกลุ่มทอผ้ากันขึ้นมา

 

 


 

 

มาชมแล้วอยากเลือกซื้อผ้าซิ่นสวย ๆ ก็มีร้านขายอยู่ใต้ถุนบ้าน

 

 


 

 

ถามป้าว่า ที่ว่าลายน้ำไหลนี่คือผืนไหนเหรอครับ แล้วก็เลยขอถ่ายรูปป้าจันทร์สมคู่กับผ้าทอลายน้ำไหลที่ขึ้นชื่อของเมืองน่านมาด้วยเลย

 

 


 

 

ที่ตัดเป็นเสื้อสำเร็จแล้วก็มี

 

 


 

 

หรือจะเป็นผ้าสำหรับประดับตกแต่งก็มีให้เลือก

 

 


 

 

ระหว่างทางเดินจากวัดมาที่จันทร์สมการทอ  ก็เลยได้เห็นว่าบ้านช่องแถวนี้เขาไม่ต้องมีรั้วกัน  บางบ้านมีรั้วแต่ก็ไม่มีประตูซะงั้น  ที่สำคัญถนนหนทางยังสะอาดสะอ้านอย่างที่เห็น

แวะมาเที่ยวที่วัดแล้วอยากชวนให้เลยมาเดินเที่ยวในหมู่บ้าน มาชมบรรยากาศในชุมชนที่ดูน่าอยู่แบบนี้กัน

 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.