| ปัว - เชียงกลาง - ทุ่งช้าง - บ่อเกลือ |
|
หน้า 2 จาก 3
เดินทางกันต่อ อีก 48 กม. จะถึงบ่อเกลือ ส่วน อช.ดอยภูคาจะอยู่ประมาณครึ่งทาง วิ่งไปอีกราว 23 กม. ก็ถึงแล้ว
ช่วงต้นถนนก็วิ่งไปตามพื้นราบ ๆ แต่เห็นเขาข้างหน้าก็เตรียมตัวไว้ได้เลย
ไปอีกหน่อยทางก็เริ่มคดโค้งขึ้นเขา
แต่วิวสวยมาก นี่ล่ะถนนลอยฟ้าของจริง
มาถึงแล้ว อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
ชำระค่าธรรมเนียมที่ทางเข้า ค่าธรรมเนียมแต่ละอุทยานฯจะมีอัตราไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 20 - 40 บาทสำหรับคนไทย ที่ อช.ดอยภูคาคิดคนละ 40 บาท ส่วนรถเก๋งต้องเสียอีกคันละ 30 บาท คลิกดูอัตราค่าธรรมเนียมของอุทยานฯ ต่าง ๆ
เข้ามาแล้วจะเจออาคารที่ทำการอุทยาน ถัดมาจะเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ใครจะมากางเต็นท์พักแรม ต้องติดต่อชำระเงินค่าธรรมเนียมที่ศูนย์บรืการฯ อีกต่างหาก หรือถ้าจองห้องพักมาแล้วก็มารับกุญแจได้ที่นี่ มาถึงค่ำมืดก็ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าหน้าที่บอกว่าเปิดให้บริการกันตลอด 24 ชม. (ว้าว!!)
ศูนย์บริการฯ ที่นี่มีเต็นท์กับเครื่องนอนให้เช่าด้วย มีแม้แต่กล้องสองตาและคู่มือ Bird Guide สำหรับดูนก เต็นท์ 2 คนพร้อมเครื่องนอน 270 บาท ถ้าเป็นเต็นท์ 4 คน 540 บาท ส่วนถ้าเอาเต็นท์มาเองก็คิดค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาทต่อคืน
ตรงนี้มีร้านอาหารให้บริการด้วย อยู่ติดกันกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
บรรยากาศที่ร้าน ลานด้านนอกเหมาะจะมานั่งตอนเย็น ๆ แดดร่มลมตกดีเหมือนกัน
เข้าไปถึงร้านจะดูเงียบ ๆ นึกว่าร้านปิด แต่ที่จริงเปิดถึงราว 2 ทุ่ม ส่วนครัวจะอยู่แยกออกไปจะสั่งอาหารก็กดกริ่งได้เลย
มาแล้วเมนูแบบไม่ต้องคิด ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว รสชาตินี่ยกนิ้วให้เลย อร่อยครับ
เยื้องกับศูนย์บริการฯ มีร้านค้าขายของใช้ของกิน รวมทั้งบัตรเติมเงินมือถือเฉพาะของ AIS เพราะว่าที่นี่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้ได้เฉพาะ AIS เจ้าเดียว (ดูเหมือนจะมีสถานีฐานอยู่ในนี้เลยด้วยซ้ำ)
ลานกางเต็นท์ด้านในจะมีอยู่ 2 แห่ง วิ่งตรงผ่านศูนย์บริการฯ ต่อเข้าไป ถ้านับจากตั้งแต่ปากทางเข้าตรงด่านเก็บค่าธรรมเนียมก็ราว 700 ม. ก็จะมาถึงทางเข้าลานกางเต็นท์แรกชื่อว่า ลานดูเดือน
วนรถขึ้นเนินมา ขวามือจะเป็นลานกว้าง
ถ่ายจากอีกฝั่งมองย้อนกลับมา
ซ้ายมือยังมีอีกลาน
ลานนี้มีทางเดินรอบเป็นรูปตัวยูคว่ำ
ห้องน้ำห้องส้วม
มีหลายห้องดี แล้วก็มีไฟแสงสว่างตลอดคืน
แยกห้องอาบน้ำ กับ ห้องส้วม
อีกด้านเป็นห้องน้ำหญิงแยกกัน
ถ้าไม่ขึ้นมาที่ลานดูเดือน วิ่งรถเลยต่อมาจะมีกลุ่มบ้านพักที่เรียกว่า บ้านเกวียน
ฝั่งซ้ายจะมีอยู่ 14 หลัง ส่วนลานด้านหน้าก็กางเต็นท์ได้
ห้องน้ำอยู่ด้านหลังบ้านเกวียน
ห้องน้ำดูใหม่แล้วก็สะอาดดี
ที่สำคัญมีห้องอาบน้ำที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย เป็นแบบทำความร้อนด้วยแก๊ส แต่เลี้ยวไปดูด้านหลัง ไม่ยักมีถังแก๊ส อาจจะมีบริการเฉพาะช่วงหนาวจัด ๆ ก็ได้
ด้านฝั่งขวาของถนนมีบ้านเกวียนอีก 2 หลัง แล้วก็มีอีกลานกว้างให้กางเต็นท์ได้
ห้องน้ำทางฝั่งนี้ออกแนวรุ่นเก่านิดนึง
ถ้าอยากพักเป็นแบบบ้านพัก มีแบบเป็นบ้านเดี่ยวสองหลังคือ 101 และ 102 ส่วนตรงนี้เป็นกลุ่มบ้านพัก 103 - 107 ที่สร้างไว้เรียงกัน ดูแล้วไม่เหงาดี
มีลานจอดรถจัดไว้ให้ที่ด้านหน้า กว้างสะดวกเลย
อีกด้านของบ้านมีระเบียงให้ชมวิวได้ แล้วถ้ามาพักบ้านพักในวันธรรมดา (จันทร์ - พฤหัส) ที่ไม่ตรงกับวันหยุด (ทุกประเภท) จะได้ส่วนลด 30% ด้วย เป็นนโยบายส่งเสริมให้คนกระจายมาเที่ยวช่วงวันธรรมดา ไม่กระจุกกันเฉพาะวันหยุดจนคนล้นอุทยาน
เรือน 8 เหลี่ยนที่อยู่ตรงบ้านกลุ่ม 103 - 107 เป็นร้านอาหารอีกร้าน ดูแล้ววิวจะสวยกว่าร้านตรงศูนย์บริการฯ ลูกค้าที่ร้านนี้ก็เลยดูคึกคักหน่อย
ฟัง ๆ ดูมีคนนิยมมากางเต็นท์พักที่ อช.ดอยภูคากันเยอะ ที่นี่มีศูนย์บริการ กับ ร้านอาหารบริการที่สะดวก แต่เท่าที่ดูวิวตามลานกางเต็นท์ก็ไม่ได้น่าตื่นตาอะไร เหมาะจะมาเปลี่ยนบรรยากาศนอนเต็นท์กันเฉย ๆ ช่วงเช้าล้างหน้าล้างตา กินข้าวเช้ากันแล้ว ระหว่างรอให้เต็นท์ได้ผึ่งแดดให้แห้งก่อนเก็บแล้วไม่รู้จะทำอะไรดี จะชวนให้มาเดินเล่นในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกันดู
จุดเริ่มเส้นทางจะอยู่ใกล้ ๆ กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เส้นทางมีทั้งวงเล็กและวงใหญ่
ทางจะเริ่มลงไปที่ลำห้วยก่อน
มีฝายน้ำให้ดู
เห็นทางน้ำเล็ก ๆ ไหลริน รู้ได้เลยถึงความสำคัญของผืนป่าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่ไหลไปให้เราได้ใช้ดื่มกิน
มอสที่จะขึ้นได้ในที่ชื้นเท่านั้น
ป้ายสื่อความหมาย ที่บอกเล่าถึงการฟื้นตัวของผืนป่าหลังจากที่ถูกตัดทำลายไป
ที่กว่าจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ต้องใช้เวลานับ 100 ปี
ป่าสน
เดินมาพอเหนื่อยก็มีที่ให้นั่งพัก
ชมวิวผืนป่ากัน ถ้าจะเดินให้เต็มเส้นทางเจ้าหน้าที่แนะนำว่าควรมีเจ้าหน้าที่นำทาง แล้วเลยจากตรงนี้ไปทางจะค่อนข้างเดินยากขึ้นแล้ว นั่งพักชมวิวพอชิลล์ ๆ แล้วก็เดินย้อนทางกลับออกไป
นอกจากลานกางเต็นท์ที่ลานดูเดือน กับ ลานตรงบ้านเกวียนแล้ว อช.ดอยภูคา ยังมีลานกางเต็นท์อีกแห่งที่ ลานดูดาว ด้วย เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณเดียวกันตัวที่ทำการอุทยานฯ ต้องใช้ถนนใหญ่ (ทล.1256) มุ่งหน้าไปทาง อ.บ่อเกลือ เลยไปอีกราว 5 กม.
ใครที่ใช้รถสองแถวตั้งใจขึ้นมากางเต็นท์พักกัน แนะนำให้มาลงที่ลานดูดาว เพราะลานจะอยู่ติดริมถนนทางหลวงเลย ถ้าไปพักตรงลานดูเดือน ต้องเดินเท้าต่อเข้าไปอีกราว 700 ม.
ที่นี่มีเจ้าหน้าที่อยู่ดูแลประจำ ชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้ที่นี่เลย
จานลานจอดรถมองไป ถัดจากป้ายจะมีลานกางเต็นท์อยู่ต่ำลงไป
ลานดูดาว
อาคารห้องน้ำ ข้างในมีเครื่องทำน้ำอุ่นในห้องอาบน้ำด้วย
ขอบลานด้านในมีศาลาชมวิว
มองกลับมาที่ลานจอดรถ
ตรงลานจอดรถมีร้านค้า ร้านอาหาร ให้บริการอยู่
จะหากาแฟร้อนจิบคลายหนาวก็มี สะดวกสบายมาก
จากลานดูดาว เลยขึ้นไปอีกแค่ 400 ม. ก็ถึงจุดชมต้นชมพูภูคา พันธ์ไม้หายากที่มาพบขึ้นอยู่บนดอยภูคา
ถึงตรงนี้จะมีป้ายชี้บอกทางเข้าชม
ชมพูภูคาจะออกดอกกันช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค. มาตอนที่ยังไม่มีดอกแอบสารภาพไม่รู้ว่าคือต้นไหนแน่ ไม่กล้าถ่ายรูปต้นมาฝาก เอาเป็นรูปตรงจุดชมก็แล้วกันเน้อ
ข้าง ๆ กันมีตำหนักเจ้าหลวงภูคา ตามประวัติศาสตร์ เมืองน่านเริ่มต้นแป็นบ้านเมืองกันราว 700 กว่าปีที่แล้ว ภายใต้การนำของ พญาภูคา ที่ตั้งบ้านเมืองอยู่ที่เมืองย่าง ที่อยู่ในลุ่มน้ำย่างสาขาสายหนึ่งของแม่น้ำน่าน แถว ๆ อ.ท่าวังผา แล้วต่อมาก็ส่งลูกชาย 2 คนไปสร้างบ้านเมืองขยายออกไป คนหนึ่งก็ไปสร้างเมืองพระบาง ที่ว่าก็คือหลวงพระบางในวันนี้ ส่วนอีกคนก็ไปสร้างวรนครหรือเมืองปัว จนตอนหลังมีการย้ายบ้านเมืองลงไปอยู่ที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง หลังจากที่มีการสร้างพระธาตุแช่แห้งที่สร้างสำหรับบรรจุพระบรมธาตุ 5 องค์ กับพระพิมพ์ทอง และพิมพ์เงิน อย่างละ 20 องค์ ที่ได้รับจากพญาลิไทแห่งสุโขทัย ในช่วงที่ทั้งสองนครต่างกำลังต้องการแสวงหาพันธมิตรเพื่อต้านทานการรุกรานจากเชียงใหม่ และ อยุธยา
เลยจากลานดูดาว ผ่าน จุดชมต้นชมพูภูคา ก็มุ่งหน้าไป อ.บ่อเกลือ ไปดูการทำเกลือสินเธาว์ต่อ วิวข้างทางสวยมากทีเดียว
วิ่งผ่านตัดผ่านป่ามาเรื่อย จนมาเจอโรงพยาบาลบ่อเกลืออยู่ทางขวา ก็แสดงว่าใกล้ถึงบ่อเกลือแล้ว
ทางจะลาดลง มีสะพานอยู่ตรงหน้า
ข้ามสะพานมาปุ๊บก็เลี้ยวขวาตรงนี้ (ก่อนถึงป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวสีฟ้า)
วิ่งผ่านย่านชุมชนไปอีกสัก 500 ม.
บ่อเกลือกลางภูเขา บอกเล่าเรื่องราวว่านานแสนนานมาแล้วที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน
วิธีตักน้ำเกลือ เขาจะหย่อนถังพลาสติกลงไปตักขึ้นมา ใครอยากจะขอลองตักบ้างต้องเสียใจด้วย เพราะบนปากบ่อเนี่ยเขาจะไม่ให้คนอื่นขึ้นไป
ตอนสาวถังขึ้นมาเขาก็มีเครื่องทุ่นแรงช่วย ก่อนเทลงตุ่มที่ต่อท่อตรงเข้าไปในโรงต้ม
น้ำเกลือที่ตักขึ้นมาจะมาพักไว้ที่นี่ รอตักไปต้มอีกที ไปเห็นแล้วก็แปลกใจ ทำไมไม่ใช้ปั้มน้ำสูบน้ำเกลือขึ้นมาน่าจะง่ายกว่า ก็เลยลองถามดู คำตอบที่ได้ก็คือ เกลือมันกัดเหล็กหมดไง ทั้งท่อทั้งถังไปจนถึงก็อกน้ำล้วนต้องใช้พลาสติกทั้งหมด
ขั้นตอนจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ต้มจนแห้ง ได้เกลือแล้วก็ผสมไอโอดีนลงไป เท่านี้ก็พร้อมขายแล้ว ที่นี้ก็จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่เลย
แวะมาดูอีกบ้านที่ต่อท่อมาจากบ่อ ก็ได้ความรู้ว่าที่บอกว่าชาวบ้านมีความเชื่อว่าจะไม่ต้มเกลือกันในช่วงเข้าพรรษา ก็เป็นเรื่องสอดคล้องกับธรรมชาติในช่วงฤดูนั้น เพราะช่วงนั้นเป็นหน้าฝนหาฟืนแห้ง ๆ มาต้มเกลือลำบาก ก็เลยหยุดต้มกันไป
ชาวบ้านที่นี่ทำเกลือกันมาหลายร้อยปีแล้ว แล้วก็เพราะความเป็นแหล่งเกลือที่ถือว่าเป็นสินค้าสำคัญของยุคสมัยก่อน กองทัพของพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ที่ยกทัพมายึดน่านอาไว้ในปี พ.ศ. 1993 ก็เพื่อจะครอบครองแหล่งเกลือที่นี่เอาไว้
แถว ๆ ที่ไปดูบ่อเกลือกัน ก็มีร้านสวยเก๋แบบนี้เปิดกันอยู่ด้วย
รวมทั้งร้านกาแฟร้านนี้ด้วย
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.