Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง ป้อมพระจุลฯ

ป้อมพระจุลฯ
วันไหนเกิดอึดอัดกับตึกสูง ๆ รก ๆ ในเมือง ลองไปเที่ยวป้อมพระจุลฯ กันสิ ที่โล่งลมเย็นของปากอ่าวไทย กับบริเวณกว้างขวางสะอาดปลอดภัยในเขตกองทัพเรือแห่งนี้ น่าจะช่วยให้คุณสดชื่นขึ้นแบบที่ไม่ต้องเสียเวลาไปหาชายทะเลที่ไหนไกล ๆ เลย แล้วยังได้ร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้าที่ได้เคยปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับอริราชศัตรู ณ ป้อมแห่งนี้

ป้อมพระจุลฯ อยู่ที่ปากน้ำ ถ้ามาจากทางวงเวียนใหญ่ก็วิ่งตามเส้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมาเข้าถนนสุขสวัสดิ์แล้วก็ตรงแน่วไปเลย หรือถ้าใช้ทางด่วนก็ขับข้ามสะพานพระราม 9 มาทางฝั่งธนฯ พอลงสะพานมาปุ๊บก็ชิดซ้ายใช้ทางออกถนนสุขสวัสดิ์ แล้วก็ขับตรงไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางจะมีป้ายแหล่งท่องเที่ยวสีฟ้าบอกทางเป็นระยะ

วิ่งมาเรื่อยจนเจอสามแยกตัววาย ที่แยกจะมีป้ายบอกว่าแยกซ้ายจะไปพระสมุทรเจดีย์ แยกขวาจะไปป้อมพระจุลฯ ก็ใช้แยกขวาตรงมาก็จะเจอป้ายตามรูปข้างล่างนี้ เลยไปหน่อยก็จะเป็นประตูทางเข้าที่มีทหารรักษาการณ์อยู่

การเข้าไปเที่ยวต้องแจ้งกับทหารรักษาการณ์แล้วก็แลกบัตรไว้ แล้วก็อาจจะต้องเปิดกระโปรงท้ายรถให้ตรวจสอบนิดหน่อย พอผ่านประตูทางเข้ามาแล้ว ตอนที่ขับอยู่ในบริเวณก็ขับตามป้ายชี้ทางไป "พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ" ไปเรื่อย ๆ

 


 


มาถึงก็จะมีลานจอดรถอยู่ที่บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5

ตรงนี้มีรถเมล์สาย 20 วิ่งจากท่าดินแดงมาสุดสายที่ภายในบริเวณป้อมพระจุลฯ ด้วย ใครไม่มีรถมาก็มาเที่ยวป้อมพระจุลฯ ได้สบาย แต่ตอนมาต้องดูที่ป้ายหน้ารถด้วย เพราะจะมีบางคันเท่านั้นที่วิ่งมา
ถึงที่นี่





มาถึงกันแล้วก็ไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์จอมทัพเรือกันก่อน

 


 


ที่ฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์ มีแผ่นป้ายเนื้อความในพระราชหัตถเลขาของพระองค์ท่านที่ยกมาตอนหนึ่งว่า

"ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตรฉันก็คงจะสุดสิ้นไปเมื่อนั้น"

แสดงให้เห็นถึงความหนักพระราชหฤทัยอย่างเหลือล้น ในการนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากการถูกยึดเอาเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งต่างชาติ จนถึงกับทำให้ทรงพระประชวรและไม่ทรงยอมเสวยพระกระยาหาร

แม้การที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปอยู่หลายคราว ก็มิได้เสด็จเพื่อจะทรงพระสำราญแต่อย่างใด หากแต่เป็นการดำเนินการทางการทูตอย่างหนักของพระองค์ท่าน เพื่อจะรักษาความเป็นเอกราชของชาติเอาไว้ให้ได้นั่นเอง

 



 


ป้อมพระจุลฯ มีชื่อเรียกกันเต็ม ๆ ว่า ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตามพระนามของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทั้งนี้เพราะเป็นป้อมที่สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงเห็นว่าในช่วงนั้นมีภัยคุกคามทางทะเลจากลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก แล้วป้อมเดิมที่สร้างกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ที่มีอยู่ก็ล้าสมัยไม่เหมาะกับการรบในรูปแบบใหม่

ส่วนป้ายหินที่อยู่หน้าทางเข้าป้อมได้จารึกเรื่องราวไว้ว่า เมื่อคราวที่รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาทอดพระเนตรการก่อสร้างป้อม ทรงเห็นว่างานยังล่าช้าอยู่มาก จึงได้ทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นเงินส่วนพระองค์มาใช้เพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างลุล่วงไปโดยเร็ว







เดี๋ยวเราไปชมตัวป้อมกันต่อ






เดินผ่านป้ายเข้ามาก็ออกจะแปลกใจ ไม่เห็นมีป้อมอะไร เลย มีแต่ลานโล่งเป็นแนวยาวไป





ลองขึ้นไปดูข้างบนก็เจอแต่บ่อแบบนี้เรียงกันไปหลายบ่อ เอ๊ะยังไงกัน

 


 


ต้องลองชะโงกลงไปในบ่อถึงจะร้องอ๋อ ปืนหลบอยู่ในหลุมนี่เอง

ปืนอย่างนี้มีชื่อเท่ๆ ว่า ปืนเสือหมอบ ทำมาจากอังกฤษ เวลาจะยิงปืนจะยกตัวขึ้นไปเหนือหลุม พอยิงตูมไปเสร็จ ก็จะหลบแว่บกลับลงมาในหลุม บรรจุกระสุนใหม่แล้วก็ยกตัวขึ้นไปยิงต่อ แล้วยังยิงได้ไกลถึง 8 กิโลเมตร แบบนี้ข้าศึกคงงงเต็ก ไม่รู้ว่าตัวถูกยิงมาจากไหน

แล้วปืนพวกนี้ก็ได้มีโอกาสได้ใช้งานจริง ๆ หลังจากที่สร้างป้อมเสร็จได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น

เมื่อตอนที่ฝรั่งเศสขนเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวของเรา แล้วก็เอาเรือแล่นผ่านแม่น้ำเข้ามา ทหารที่ป้อมได้ยิงเตือนเรือรบฝรั่งเศสที่ล่วงล้ำเข้ามา แต่เรือฝรั่งเศสกลับชักธงประจำสถานีรบ ก็เลยมีการยิงตอบโต้กัน แล้วก็ยังมีเรือรบของไทยเข้าร่วมด้วยอีก 5 ลำ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานไว้ได้แม้ว่าไทยจะสามารถจมเรือฝรั่งเศสไปได้ลำหนึ่งก็ตาม แต่สุดท้ายเรือรบของฝรั่งเศสก็สามารถเข้าไปจอดที่ข้างสถานทูตฝรั่งเศสตรงสี่พระยา

แล้วก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตจนไทยต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงกับเงินค่าเสียหายจำนวนมหาศาลให้แก่ฝรั่งเศส อย่างที่เรารู้จักกันดีในนาม เหตุการณ์ ร.ศ.112

 





ด้านหลังแต่ละหลุม จะมีทางเดินเชื่อมกันของหลุมต่าง ๆ แล้วก็มีโพรงเป็นที่เก็บลูกกระสุนเอาไว้ด้วย เรียกว่าป้องกันการถูกยิงโจมตีไว้อย่างดี






เดินโต๋เต๋ชมป้อมปืนสักพักก็จะมาเจอกับเรือรบลอยลำอยู่






เดินเข้าไปใกล้ถึงจะได้เห็นว่าเป็นเรือจอดอยู่บนฝั่ง






เรือลำนี้คือ เรือรบหลวงแม่กลอง ที่หลังจากประจำการทำงานสำคัญให้แก่กองทัพเรือมาถึง 59 ปี ก็ปลดระวางจากงานในทะเลมาทำหน้าที่พิพิธภัณฑ์อยู่บนบนต่อ



 


เรือลำนี้ได้มีโอกาสไปโชว์แสนยานุภาพหรือที่ศัพท์ทหารเรือจะเรียกกันว่า "อวดธง" ยังประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ที่สำคัญคือได้เป็นเรือที่ส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ในคราวที่เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมทั้งได้ถวายการรับใช้ในวาระโอกาสอื่นอีกด้วย



 


ในระยะหลังก็ยังมาทำหน้าที่ "เรือครู" ในการฝึกสอนภาคสนามให้แก่นักเรียนนายเรือและนักเรียนจ่าทหารเรือ ก่อนจะปลดประจำการและได้นำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ให้เราได้มีโอกาสชมถึงสภาพต่าง ๆ ภายในเรือรบกันตั้งแต่แต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่มของทุกวัน

เดี๋ยวลองตามไปชมบางมุมในเรือกัน

 




สะพานเดินเรือ ห้องสำคัญที่ใช้ควบคุมเรือลำนี้



 


มีเก้าอี้ผู้บังคับการเรือให้ได้นั่งแอ็คท่าถ่ายรูปด้วย



 


ห้องวิทยุ มีอุปกรณ์ใหญ่โตวางกันเต็มหลายชั้นเลยทีเดียว




 


นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า "กองทัพเดินด้วยท้อง" ดูอะไรที่เป็นกลไกกันแล้ว มาดูห้องครัวบ้างดีกว่า




 

P2251507

ห้องนอนของนายทหาร

บนเรือนอกจากผู้บังคับการเรือแล้ว ยังมีผู้ช่วยด้านต่าง ๆ ที่เรียกกันเป็นศัพท์ประสาทหารเรือ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ต้น"

ต้นหน นี่จะรับผิดชอบงานด้านการเดินเรือ ต้นกล ก็จะดูแลเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ต้นปืน แน่นอนต้องดูแลเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์บนเรือ สุดท้าย ต้นเรือ จะทำหน้าที่เหมือนแม่บ้านคอยดูแลทุกอย่างในเรือ



 


เดินเที่ยวบนเรือจนทั่วแล้ว จะแวะดื่มน้ำดื่มท่าทานของว่างหรือจะเลือกซื้อของที่ระลึก ก็มีให้บริการพร้อมอยู่บนเรือ

 


 


มองไปทางอาคารร้านอาหาร "ท้ายเรือ" เราจะเห็นแนวครึ้มของป่าชายเลน ที่ทางกองทัพเรือและการไฟฟ้านครหลวงได้ร่วมกันสร้างทางเดินไม้ลัดเลาะพาเราเข้าไปชมบรรยากาศของป่าชายเลนกันด้วย ลองไปดูกันดีกว่า

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.