| ป้อมพระจุลฯ |
|
หน้า 1 จาก 2 ป้อมพระจุลฯ อยู่ที่ปากน้ำ ถ้ามาจากทางวงเวียนใหญ่ก็วิ่งตามเส้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมาเข้าถนนสุขสวัสดิ์แล้วก็ตรงแน่วไปเลย หรือถ้าใช้ทางด่วนก็ขับข้ามสะพานพระราม 9 มาทางฝั่งธนฯ พอลงสะพานมาปุ๊บก็ชิดซ้ายใช้ทางออกถนนสุขสวัสดิ์ แล้วก็ขับตรงไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางจะมีป้ายแหล่งท่องเที่ยวสีฟ้าบอกทางเป็นระยะ
วิ่งมาเรื่อยจนเจอสามแยกตัววาย ที่แยกจะมีป้ายบอกว่าแยกซ้ายจะไปพระสมุทรเจดีย์ แยกขวาจะไปป้อมพระจุลฯ ก็ใช้แยกขวาตรงมาก็จะเจอป้ายตามรูปข้างล่างนี้ เลยไปหน่อยก็จะเป็นประตูทางเข้าที่มีทหารรักษาการณ์อยู่ การเข้าไปเที่ยวต้องแจ้งกับทหารรักษาการณ์แล้วก็แลกบัตรไว้ แล้วก็อาจจะต้องเปิดกระโปรงท้ายรถให้ตรวจสอบนิดหน่อย พอผ่านประตูทางเข้ามาแล้ว ตอนที่ขับอยู่ในบริเวณก็ขับตามป้ายชี้ทางไป "พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ" ไปเรื่อย ๆ
มาถึงก็จะมีลานจอดรถอยู่ที่บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5
ตรงนี้มีรถเมล์สาย 20 วิ่งจากท่าดินแดงมาสุดสายที่ภายในบริเวณป้อมพระจุลฯ ด้วย ใครไม่มีรถมาก็มาเที่ยวป้อมพระจุลฯ ได้สบาย แต่ตอนมาต้องดูที่ป้ายหน้ารถด้วย เพราะจะมีบางคันเท่านั้นที่วิ่งมา
ถึงที่นี่
มาถึงกันแล้วก็ไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์จอมทัพเรือกันก่อน
ที่ฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์ มีแผ่นป้ายเนื้อความในพระราชหัตถเลขาของพระองค์ท่านที่ยกมาตอนหนึ่งว่า "ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตรฉันก็คงจะสุดสิ้นไปเมื่อนั้น" แสดงให้เห็นถึงความหนักพระราชหฤทัยอย่างเหลือล้น ในการนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากการถูกยึดเอาเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งต่างชาติ จนถึงกับทำให้ทรงพระประชวรและไม่ทรงยอมเสวยพระกระยาหาร แม้การที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปอยู่หลายคราว ก็มิได้เสด็จเพื่อจะทรงพระสำราญแต่อย่างใด หากแต่เป็นการดำเนินการทางการทูตอย่างหนักของพระองค์ท่าน เพื่อจะรักษาความเป็นเอกราชของชาติเอาไว้ให้ได้นั่นเอง
ป้อมพระจุลฯ มีชื่อเรียกกันเต็ม ๆ ว่า ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตามพระนามของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทั้งนี้เพราะเป็นป้อมที่สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงเห็นว่าในช่วงนั้นมีภัยคุกคามทางทะเลจากลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก แล้วป้อมเดิมที่สร้างกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ที่มีอยู่ก็ล้าสมัยไม่เหมาะกับการรบในรูปแบบใหม่ ส่วนป้ายหินที่อยู่หน้าทางเข้าป้อมได้จารึกเรื่องราวไว้ว่า เมื่อคราวที่รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาทอดพระเนตรการก่อสร้างป้อม ทรงเห็นว่างานยังล่าช้าอยู่มาก จึงได้ทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นเงินส่วนพระองค์มาใช้เพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างลุล่วงไปโดยเร็ว เดี๋ยวเราไปชมตัวป้อมกันต่อ
เดินผ่านป้ายเข้ามาก็ออกจะแปลกใจ ไม่เห็นมีป้อมอะไร เลย มีแต่ลานโล่งเป็นแนวยาวไป ลองขึ้นไปดูข้างบนก็เจอแต่บ่อแบบนี้เรียงกันไปหลายบ่อ เอ๊ะยังไงกัน
ต้องลองชะโงกลงไปในบ่อถึงจะร้องอ๋อ ปืนหลบอยู่ในหลุมนี่เอง
ด้านหลังแต่ละหลุม จะมีทางเดินเชื่อมกันของหลุมต่าง ๆ แล้วก็มีโพรงเป็นที่เก็บลูกกระสุนเอาไว้ด้วย เรียกว่าป้องกันการถูกยิงโจมตีไว้อย่างดี
เดินโต๋เต๋ชมป้อมปืนสักพักก็จะมาเจอกับเรือรบลอยลำอยู่
เดินเข้าไปใกล้ถึงจะได้เห็นว่าเป็นเรือจอดอยู่บนฝั่ง
เรือลำนี้คือ เรือรบหลวงแม่กลอง ที่หลังจากประจำการทำงานสำคัญให้แก่กองทัพเรือมาถึง 59 ปี ก็ปลดระวางจากงานในทะเลมาทำหน้าที่พิพิธภัณฑ์อยู่บนบนต่อ
เรือลำนี้ได้มีโอกาสไปโชว์แสนยานุภาพหรือที่ศัพท์ทหารเรือจะเรียกกันว่า "อวดธง" ยังประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ที่สำคัญคือได้เป็นเรือที่ส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ในคราวที่เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมทั้งได้ถวายการรับใช้ในวาระโอกาสอื่นอีกด้วย
สะพานเดินเรือ ห้องสำคัญที่ใช้ควบคุมเรือลำนี้
มีเก้าอี้ผู้บังคับการเรือให้ได้นั่งแอ็คท่าถ่ายรูปด้วย
ห้องวิทยุ มีอุปกรณ์ใหญ่โตวางกันเต็มหลายชั้นเลยทีเดียว
นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า "กองทัพเดินด้วยท้อง" ดูอะไรที่เป็นกลไกกันแล้ว มาดูห้องครัวบ้างดีกว่า
ห้องนอนของนายทหาร บนเรือนอกจากผู้บังคับการเรือแล้ว ยังมีผู้ช่วยด้านต่าง ๆ ที่เรียกกันเป็นศัพท์ประสาทหารเรือ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ต้น" ต้นหน นี่จะรับผิดชอบงานด้านการเดินเรือ ต้นกล ก็จะดูแลเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ต้นปืน แน่นอนต้องดูแลเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์บนเรือ สุดท้าย ต้นเรือ จะทำหน้าที่เหมือนแม่บ้านคอยดูแลทุกอย่างในเรือ
มองไปทางอาคารร้านอาหาร "ท้ายเรือ" เราจะเห็นแนวครึ้มของป่าชายเลน ที่ทางกองทัพเรือและการไฟฟ้านครหลวงได้ร่วมกันสร้างทางเดินไม้ลัดเลาะพาเราเข้าไปชมบรรยากาศของป่าชายเลนกันด้วย ลองไปดูกันดีกว่า
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.