| เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา |
|
หน้า 7 จาก 7
จากที่วัดหน้าพระเมรุ หรือ ตลาดน้ำอยุธยา ถ้าข้ามสะพานกลับมาที่เกาะเมืองอยุธยาแล้วเลี้ยวขวา วิ่งรถเลียบแนวเขตพระราชวังโบราณไปสักนิด ก็เลี้ยวซ้ายข้างหน้าไปตามถนนที่เลียบคลอง ด้านซ้ายมือจะเจอลานจอดรถของ วัดมงคลบพิตร
คนที่เคยมาเที่ยวอยุธยาในสมัยก่อน อาจจะคุ้นว่าที่วัดมงคลบพิตรมีลานจอดรถอยู่ทางด้านหน้า แต่ขอบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แถมถนนหน้าวัดยังเป็นถนนสองเลน ถ้าไปจอดริมถนนด้านนั้นจะไปกีดขวางการจราจรซักหน่อย และที่สำคัญลานจอดรถใหม่ที่อยู่ด้านหลัง ส่วนที่เลี้ยวเข้ามาด้านที่ยังเป็นลานดิน รถจะได้มาจอดติดกับหลังพระวิหารเลย ไม่ต้องเดินไกลเหมือนที่จอดกันด้านหน้า ถ้าใครพาคุณพ่อคุณแม่มาเที่ยวแล้วไม่สะดวกที่จะต้องเดินเหินมากก็เลี้ยวเข้ามาเลย
แต่ติด ๆ กันยังมีลานจอดรถอีกลานเป็นถนนราดยางเรียบร้อย ไม่มีฝุ่นฟุ้งกระจายยามวิ่งเข้าออก แล้วก็มีซุ้มขายของเรียงรายอยู่เยอะ คนชอบช้อปไม่น่าพลาด
เพียงแต่ร้านค้าแถวนี้จะอยู่กันระเกะระกะไปหน่อย น่าจะจัดให้เรียบร้อยอย่างที่วัดพนัญเชิง ตรงนี้ยังมีห้องน้ำให้บริการอยู่ตรงเกาะกลางลานจอดด้วย จะจอดลานไหนก็เลือกเอาตามอัธยาศัย
เดินอ้อมมาทางด้านหน้าก็จะเป็นทางเข้าพระวิหาร แต่ถึงจะดูใหม่สดใสไฉไลกว่าวัดอื่น ๆ แทบทุกแห่งที่แวะมา วัดนี้เดิมก็เป็นวัดเก่าแก่มาก่อน โดยเฉพาะหลังจากที่เสียกรุงครั้งที่สองวัดก็เสียหายพังทลายไปเสียมาก มาบูรณะใหม่ให้เป็นแบบนี้ก็สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตอนนั้นรัฐบาลพม่าได้ช่วยบริจาคเงินสมทบทุนในการบูรณะด้วย
หน้าบันของพระวิหารนี้ทำเป็นรูปมณฑป ที่เชื่อว่าวิหารเดิมน่าจะมีหน้าตาประมาณนี้ เพราะมีตัวอย่างเป็นภาพจากแผนที่ของชาวตะวันตกที่วาดไว้ในสมัยอยุธยา
ส่วนด้านหน้าทางเข้าพระวิหาร ก็มีรูปนูนต่ำแสดงภาพที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จนำดุกส์และดัชเชสโยฮันแห่งเยอรมัน มาชมพระมงคลบพิตร สมัยนั้นต้องขี่ช้างมากันเลยทีเดียว
ข้าง ๆ กันกับวัดมงคลบพิตรจะเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์
เจดีย์สามองค์เรียงกันนี่ถือได้ว่าเป็นโลโก้ของที่นี่เลยทีเดียว วัดนี้ถือเป็นวัดที่สำคัญมากเพราะเป็นวัดในพระราชวัง อย่างเดียวกันกับวัดพระแก้วที่กรุงเทพ แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นพระราชวังมาก่อน แต่พอสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ถวายให้เป็นที่วัด แล้วไปขยับไปสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ในที่ถัดไป ตอนที่ข้ามมาเที่ยวไม่ต้องไปย้ายรถให้วุ่นวาย เดินมาได้เลย แต่ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาท
แบบของเจดีย์ที่นี่ก็แปลกดี เพราะมีเจดีย์ขนาดเล็กอย่างที่เรียกว่า เจดีย์ยอด ประดับอยู่ตามมุขทั้งสี่ด้านด้วย
ความที่เป็นวัดในพระราชวัง บรรดาเจดีย์มากมายที่มีอยู่ในวัดก็เชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของเชื้อพระวงศ์
ส่วนที่วิหารใหญ่ที่อยู่ติดกับองค์เจดีย์ทางด้านทิศตะวันออก เดิมเคยประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์สูงใหญ่หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ที่ชื่อว่า "พระศรีสรรเพชญ" ตอนที่เสียกรุงครั้งที่ 2 พม่ามาเอาไฟสุมลอกเอาทองที่หุ้มองค์พระไป
เล่าให้ฟังอย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดเคียดแค้นชิงชังอะไรล่ะ เพราะมันก็แค่วิถีแห่งสงครามในยุคนั้นสมัยนั้น ที่ไม่น่าจะเก็บมาเป็นอารมณ์อะไร เพราะทั้งคนพม่าคนไทยในปัจจุบันต่างคนต่างก็เกิดห่างจากยุคนั้นมาหลายร้อยปีแล้ว จะว่าไปแล้วกองทัพสยามเองก็ใช่ย่อย เคยบุกไปถล่มอาณาจักรขอมเสียจนนครวัดกลายเป็นเมืองร้าง หรือที่เวียงจันทร์ก็เคยถูกเผาเสียเรียบด้วยฝีมือทัพสยามอีกเหมือนกัน
แต่ก่อนที่พระวิหารนี้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญ ๆ อย่างเช่นพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา รัชกาลที่ 1 เมื่อช่วงก่อนจะเสียกรุงก็ทรงเป็นข้าราชการอยู่ คงได้เคยเข้ามาที่พระวิหารนี้ แล้วก็คงจะทรงเสียดายพระศรีสรรเพชญนี้มาก
พอสถาปนากรุงเทพขึ้นแล้วก็ทรงโปรดฯ จะให้บูรณะพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาใหม่ แต่องค์พระเสียหายมากเกินกำลังจะบูรณะ ครั้งจะหลอมเอาโลหะที่เหลือมาสร้างเป็นพระองค์ใหม่ เมื่อทรงปรึกษาพระราชาคณะก็ถวายความเห็นว่าการจะเอาพระพุทธรูปมาหลอมไฟใหม่นั่นไม่เป็นการสมควร ก็เลยทรงให้ชะลอองค์พระไปไว้ที่วัดโพธิ์ แล้วทำเจดีย์ครอบเสียเป็น "เจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ" (เจดีย์องค์สีเขียว) หนึ่งในหมู่พระมหาเจดีย์สี่รัชกาลอยู่ที่วัดโพธิ์ในกรุงเทพนี่เอง
ถ้าเดินมาทางขวามือ แล้วเข้าไปมุมด้านในสุด จะมีวิหารอีกหลังที่น่าชมอยู่
ที่ว่าน่าชมก็คือลวดลายบนผนัง ที่บ้างก็ว่าเป็นลายอย่างอินเดีย บางแนวก็ว่าเป็นลายแบบเปอร์เซีย แต่ถึงจะเป็นลายจากไหนก็สะท้อนให้เห็นความเป็นเมืองท่าสำคัญของอยุธยาในยุคนั้น จนมีผู้คนหลายชาติหลายภาษาเข้ามาติดต่อค้าขายและซึบซับวัฒนธรรมของกันและกัน และความเป็นเมืองท่าสำคัญนี่เองที่ทำให้อยุธยามีความรุ่งเรืองและมั่งคั่ง จนมีชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายที่อยุธยาได้เคยบันทึกว่า ไม่เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินในประเทศแถบนี้จะมีความเป็นอยู่ที่หรูหราและมั่งคั่งไปกว่าพระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรอยุธยานี่เลย และในยุคปัจจุบันที่อยุธยาได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งก็ด้วยฐานะแห่งความเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีตนี่เอง
หน้าต่างบางแห่งก็จะเป็นทรงโค้ง ที่ก็ว่าน่าจะเป็นอิทธิพลของยุโรปหรือไม่ก็ทางเปอร์เซีย วิธีสร้างก็ใช้ก่อด้วยอิฐที่หันสันเข้าตามโค้ง เพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักจากผนังด้านบนได้
ถ้าเดินไปทางด้านหลังขององค์เจดีย์ 3 องค์เรียงกัน จะมีประตูให้เดินออกไปอีก
ถ้าได้เดินออกไปตรงนั้นก็คือส่วนของพระราชวังโบราณ
หลังจากที่เสียกรุงครั้งที่ 2 พระราชวังก็ถูกเผาทำลายเหลือแต่ฐานรากเท่านั้น
แต่ที่ยังเห็นเป็นองค์พระที่นั่งไม้อยู่นี้ ชื่อว่า "พระที่นั่งตรีมุข" ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 สำหรับใช้ประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกและบวงสรวงบุรพมหากษัตริย์ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองราชย์นานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
เลี้ยวขวาออกจากลานจอดรถวัดมงคลบพิตรย้อนกลับมาตามทางเดิม แล้วมาเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอู่ทองที่เป็นถนนรอบเกาะเมือง วิ่งไปเรื่อยก็จะมาเจอกับ เจดีย์ศรีสุริโยทัย อยู่ทางซ้ายมือ
เจดีย์องค์นี้สันนิษฐานกันว่าจะประดิษฐานพระอัฐิของสมเด็จพระสุริโยทัยที่ไม่ต้องเล่าประวัติกันมาก เพราะคงได้ดูจากหนังเรื่อง สุริโยไท กันแล้ว มาเล่าเรื่องลักษณะของเจดีย์ดีกว่าเพราะน่าสนใจว่า รูปทรงเจดีย์นี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอยุธยาเลย เจดีย์จะเป็นทรงออกไปแนวสี่เหลี่ยม แล้วไปยักให้มีมุมเพิ่มขึ้นตามมุมทั้งสี่ เรียกกันว่า เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม คาดว่าน่าจะเริ่มมีการสร้างเจดีย์ลักษณะนี้กันในสมัยสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ พระสวามีของสมเด็จสุริโยทัยนี่เอง ส่วนบนคูหาทั้งสี่ ก็มีการทำเจดีย์องค์เล็ก ๆ ประดับไว้ด้วย เหมือนกับที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ที่เพิ่งไปดูมา
มาต่อกันที่ วัดไชยวัฒนาราม ที่นี่ถือว่าเป็นไฮไลต์อีกแห่งหนึ่งของอยุธยาที่ไม่ควรพลาดมาชม
ถ้าให้ดีเลือกมาช่วงเย็น ๆ วัดจะยิ่งดูสวยงามอลังการในแสงสีทองยามเย็นอีกด้วย วิธีไปก็ให้ขับรถต่อไปตามทิศทางเดิมก่อนที่จะแวะเจดีย์ศรีสุริโยทัย เลยมานิดเดียวจะมีแยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาข้ามสะพานออกมานอกเกาะเมือง ลงสะพานมาก็ชิดซ้ายแล้วเลี้ยวซ้ายตามป้ายวัดไชยวัฒนราม
วัดไชยวัฒนารามนี่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองที่จัดว่าเป็นช่วงอยุธยาตอนปลาย อย่างที่เล่าไว้เกี่ยวกับที่มาของพระทรงเครื่องกษัตริย์ที่วัดหน้าพระเมรุ ว่าพระเจ้าปราสาททองทรงขึ้นครองราชย์ด้วยการปราบดาภิเษก หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายหน่อยก็คือ ทรงทำรัฐประหาร
ด้วยความที่ทรงเป็นสามัญชนมาก่อน ก็เลยทรงสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงพระราชอำนาจ แล้วนี่ก็เลยเป็นการรื้อฟื้นการนำเอาปรางค์แบบขอมมาสร้างเป็นประธานของวัดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ไม่มีการสร้างปรางค์ใหญ่อย่างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
คงจะทำนองเพื่อเสริมสร้างความเป็นสมมติเทวราชของพระองค์ตามคติความเชื่อของขอมนั่นเอง
ที่วัดไชยฯ ดูแลสนามหญ้าไว้อย่างดีเขียวขจีไปหมด เสียค่าเข้าชม 10 บาทมาแล้ว อาจจะนั่งรับลมริมแม่น้ำยามเย็น รอจนช่วงค่ำ ๆ ที่วัดจะเปิดไฟส่องที่สวยไปอีกแบบ คนชอบถ่ายรูปไม่น่าพลาด (เพียงแต่พอค่ำแล้วเจ้าหน้าที่จะเชิญออกมาด้านนอก เพราะจะปิดให้เข้าชมแล้ว)
ทริปอยุธยาคงจะจบไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม เรียกว่าเป็นทริปที่น่าจะเที่ยวได้ทั่วพอสมควร แต่ก็ยังไม่ครบเลยทีเดียว ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายแห่งที่น่าแวะไปชมกัน อดใจอีกหน่อยไว้จะพาไปชมที่เหลือกันในโอกาสต่อไป
ส่วนใครจะแวะหาอาหารแวะทานกันก่อนกลับ คงจะเล็ง ๆ ร้านกันไว้แล้วตั้งแต่ช่วงที่ขับรถรอบเกาะเมือง แต่ถ้าอยากจะหาร้านง่าย ๆ ประเภทอาหารจานเดียวแล้วล่ะก็ ลองแวะมาทานก๋วยเตี่ยวไก่ฉีกเจ้านี้ที่ตลาดหัวรอก็ได้ บรรยากาศกิ๊บเก๋ทีเดียว
ร้านเป็นเรือนไม้เก่า ตั้งโต๊ะ open air กันริมถนน รสชาติก็อร่อยเลยทีเดียว สังเกตได้จากคนที่มานั่งกันเต็มร้านก็ "คนยุดยา" ทั้งนั้น ถ้าอยู่ที่วัดไชยฯ จะไปที่ร้านนี้ก็ให้ขับรถย้อนกลับมาทางเดิม คือขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำกลับเข้าแล้ว พอลงสะพานมาก็ให้เลี้ยวซ้ายผ่านมาทางเจดีย์ศรีสุริโยทัย วิ่งตรงมา ก่อนถึงตลาดหัวรอนิดหน่อยร้านจะอยู่ด้านขวามือติดถนนเลย (ที่จริงโต๊ะก็ตั้งกันบนถนนเลยทีเดียว)
ถ้ามาถึงตรงนี้ เห็นทีจะต้องขอแนะนำที่เที่ยวเพิ่มอีกสักนิด เพราะตรงตลาดโต้รุ่งตรงข้ามวังจันทรเกษมนี่ จะมีท่าเรือที่มีเรือพาเที่ยวรอบเกาะเมือง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าเรือ 300 บาท
เราอาจจะมาลงเรือช่วงพลบค่ำก็ได้ แล้วเรือจะวนผ่านไปดูไฟกันที่วัดไชยวัฒนาราม ที่ขอบอกว่าสวยมาก ๆ แต่ถ้ามาลงเรือช่วงกลางวันเรือก็จะหยุดให้แวะขึ้นไปเที่ยววัดที่อยู่ตามริมน้ำได้ อย่างวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธสวรรย์ หรือวัดพนัญเชิง
นอกจากที่หัวรอแล้ว ในอยุธยายังมีตลาดโต้รุ่งในเกาะเมืองอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุ กับตรงวงเวียนใกล้วัดมหาธาตุอีกสองแห่ง ลองเลือกไปชิมกันได้ มีอาหารให้เลือกกันหลายอย่าง
ส่วนขากลับก็ขับรถไปที่ถนนโรจนะ (เส้นที่ลงมาจากสะพานตอนขามา) ใช้สะพานสมเด็จพระนเรศวรข้ามออกนอกเกาะเมือง ผ่านวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้มกับแยกไฟแดงอีกสองแยกไป ก็จะมีสะพานลอยพาข้ามไปเชื่อมกับทางหลวงสาย 32 หรือสายเอเชีย มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ แต่พอผ่านแยกไฟแดงที่สองไปแล้ว ตรงก่อนขึ้นสะพานลอยอย่าขับรถชิดขวาเพลิน เพราะช่องทางที่จะเข้ากรุงเทพจะอยู่ทางซ้าย (สองช่องขวาจะไป วังน้อย) ส่วนใครจะใช้ทางด่วนบางปะอินกลับก็ให้วิ่งตามสายเอเชียไปสักพัก จะมีป้ายบอกทางสีฟ้า (อุดรรัถยา) บอกให้แยกไปทางซ้ายมือ แล้วก็จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆ จนขึ้นทางด่วนเลย อยุธยานี่มาครั้งเดียวคงเที่ยวไม่ทั่ว ทริปนี้ก็คงจะทำได้แค่เลือกสถานที่ที่น่าแวะน่าชมกันได้เพียงบางส่วน แล้วเอามาร้อยเรียงเป็นเส้นทางให้สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางสถานที่ได้เริ่มมาเที่ยวอยุธยากันได้สะดวกขึ้น แต่เชื่อว่าหลังจากทริปนี้ไปแล้วคุณก็คงคุ้นเคยพอที่จะเดินทางหาที่เที่ยวแห่งอื่น ๆ ของอยุธยากันได้ไม่ยากอีกแล้วล่ะ
ชอบบทความนี้ชวนเพื่อนมาอ่านด้วยผ่าน จำนวนผู้เข้าชม: 79996 ความเห็น (45)เกาะติดความเคลื่อนไหวการแสดงความเห็นของหัวข้อนี้เปิด/ปิด ความเห็นของสมาชิก ขอขอบพระคุณ
ผมขอขอบคุณท่านเป็นอย่างมากที่ทำให้ผมรู้สึกชอบและรักพระนครศรีอยุธยา ข้อมูลของท่านเป็นความรู้ ความเข้าใจกับผมมาก ขอบคุณครับ
...
จัดทำได้ดีมากทีเดียวครับ ข้อมูลชัดเจน ภาพสวยงาม แต่ละแห่งน่าเที่ยวมากครับ ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ครับ
...
ดีใจที่มี web ที่แนะนำสถานที่เก่าๆ ของคนไทยได้ดีเช่นนี้อีก web หนึ่ง ""รักเมืองไทย เที่ยวเมืองไทย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย"" :grin
...
กำลังจะไปเที่ยวอยุธยา วันอาทิตย์นี้ ได้ข้อมูลจากเวปนี้ จัดทำได้ละเอียดมากเลยครับ
ขอปรบมือและเป็นกำลังใจให้ผู้จัดทำนะครับ
ขอบคุณครับ :) :) :)
...
ไปเที่ยวหลายสิบครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเที่ยวครบแบบนี้
เวปดีมากค่ะ ข้อมูล รูปภาพครบ
ขอปรบมือให้ :) :grin :grin
...
เป็นข้อมูลที่ชัดเจนและละเอียดสำหรับผู้ที่
ี่ไม่เคยขับรถไปเองมากเป็นประโยชน์มากเลยคับขอบคุณมากคับ
ขอชมหน่อยครับ
พอดีกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ท่องเที่ยวของอยุธยาอยู่ ได้มาเจอเวปนี้ บอกได้เลยว่า
เยี่ยมมากครับ ข้อมูลแน่นมาก และขอบคุณมากครับ
Ayutthaya
Beautiful pictures and contains a lot of information. Can use as a travel guide, especially for the one who has never been there. Easy to follow. Good job and well done :)
...
อยุธยา ยศยิ่งฟ้า สวยงามจับตาต้องเห็น เป็นสวรรค์บนพื้นแห่งรากฐานของชาวสยามโดยแท้ ควรค่าแก่การดูแล ให้ดำรงคงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย
เชิดชูคุณธรรมคนดีข งสังคม
ขอขอบพระคุณมากครับ ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลที่ดีและมีความละเอียดลึกซึ้งมาก ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิศาสตร์ การปกครอง ตลอดจนสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองในยุคปัจจุบัน ถือเป็นความภาคภูมิใจให้แก่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมแห่งบรรพชน
...
เนื้อความดีมากครับ ถ้ามีแผนที่ให้เที่ยวตามเนื้อหาด้วยก็จะยอดเยี่ยกระเทียมดองยิ่ง ๆ ขึ้น[U]null[/U]
อยากให้แนะนำโรงแรม ี่พักด้วยค่ะ
เพราะไหน ๆ ไปแล้วน่าจะอยู่เที่ยวให้เต็มที่
ขอรายละเอียดแบบที่เกาะล้านนะคะ
ดีมาก ๆ เลย
ขอบคุณค่ะ
ราชวังโบราณกรุศรีอ ุธยา
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับภาพสวยๆ เนื้อหาเกี่ยวกับพระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดีมากๆ เพราะผมเป็นคนชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
ท่องเที่ยว.. ได้มากกว่าที่คุณคิ
ภาพสวย เนื้อหาดี อธิบายละเอียดครบถ้วน
เยี่ยมมากๆ
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
...
ต้องให้เพื่อนพาไปเที่ญวสักหน่อยแล้ว ไหน ๆ ช่วงนี้ก็มาสิงอยู่ที่วังน้อยแล้ว ไปเที่ยวเรื่อยเปื่อยก็คงจะดีนะ
เขียนแสดงความเห็น |

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.