| เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา |
|
หน้า 6 จาก 7
เดี๋ยวไปวัดอื่นกันต่อ
ขับรถจากวัดราชบูรณะ ตรงมาพอเจอแยกไฟแดงที่สองก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอู่ทองมา ด้านซ้ายมือจะเจอ วัดธรรมิกราช เลี้ยวเข้ามาได้เลย ที่วัดธรรมิกราชต้องมาชมเจดีย์สิงห์ล้อมกัน ที่อยุธยาจะมีเจดีย์อย่างนี้เพียงที่นี่กับที่วัดมเหยงค์ที่เป็นช้างล้อมเท่านั้น
แต่เจดีย์ลักษณะนี้ยังมีให้เห็นกันทางเมืองเหนืออย่างที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัย หรือกำแพงเพชร อย่างในรูปนี้ก็เป็นเจดีย์ที่ วัดสรศักดิ์ ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
เชื่อกันว่าการสร้างรูปสิงห์หรือรูปช้างล้อมรอบเจดีย์ ก็เพื่อให้คอยปกป้องคุ้มครองพระบรมธาตุที่ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์นั่นเอง ส่วนการสร้างรูปสิงห์นี้น่าจะเป็นอิทธิพลมาจากทางขอมอีกเหมือนกัน
ส่วนบันไดที่เป็นรูปนาคที่เราคุ้นตากัน ก็เป็นสื่อถึงการขึ้นสู่สวรรค์ เพราะถือกันว่าบันไดนาคจะทอดสำหรับเชื่อมขึ้นไปบนสวรรค์ แล้วนี่ก็อาจจะเปรียบเสมือนการขึ้นไปนมัสการเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ซึ่งพระอินทร์สร้างขึ้นสำหรับประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า
ถัดจากนี่ก็ไปแวะกันที่ วัดหน้าพระเมรุ ขับรถไปทางเส้นทางเดิม ทางขวามือจะมีป้ายชี้ทางไปวัดก็ให้เลี้ยวข้ามสะพานตรงมานิดเดียวก็ถึงแล้ว
วัดนี้ต้องมาชมพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์กัน เชื่อกันว่าเป็นพระที่สร้างหรืออาจจะถูกบูรณะในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งพระองค์ท่านเดิมเป็นที่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ แต่เกิดมีเรื่องว่าพระเจ้าแผ่นดินในตอนนั้นซึ่งคือ พระเชษฐาธิราช เกิดระแวงว่าพระองค์ท่านจะก่อกบฏ เพราะความที่เสด็จออกว่าราชการแล้วปรากฏว่าบรรดาข้าราชการทั้งหลายหายเฮดไปกันเยอะ มัวแต่ไปช่วยงานศพคุณแม่ของท่านเจ้าพระยา พระเชษฐาธิราชก็เลยคิดจะกำจัดซะ แต่ข่าวก็รู้ไปถึงหูท่านเจ้าพระยาเสียก่อน ท่านก็เลยประกาศว่าใจไม่เคยคิดจะกบฏแต่นี่ภัยมาถึงตัวก็เลยตกกระไดพลอยโจน สุดท้ายก็เลยได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าปราสาททอง ความที่เป็นสามัญชนมาก่อน เพื่อเป็นการสร้างพระราชอำนาจและการยอมรับ ในรัชสมัยนี้ก็เลยนิยมสร้างพระทรงเครื่องกษัตริย์ เพื่อแสดงความเป็นจักรพรรดิราช ซึ่งหมายถึงความเป็นกษัตริย์ที่เหนือกว่ากษัตริย์ทั้งปวงด้วย แต่ขอบ่นนิด เดี๋ยวนี้ไม่รู้ทำไม วัดไหนต่อวัดไหนนิยมเอาผ้ามาห่มคลุมองค์พระกันหมด เราก็เลยได้ชมความงามขององค์พระกันได้ไม่เต็มตานัก ยิ่งเป็นพระทรงเครื่องกษัตริย์อย่างนี้ด้วย
ออกมาด้านนอก ขอชวนให้เงยหน้าขึ้นไปชมหน้าบันกันหน่อย
ที่นี่เป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ หรือทรงครุฑนั่นเอง หน้าบันแบบนี้ในกรุงเทพก็มีเยอะตามวัดหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง แต่ที่นี่เชื่อกันว่าเป็นของเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะวัดนี้ไม่ได้ถูกเผาทำลายไปในช่วงที่เสียกรุงครั้งที่สอง เนื่องจากถูกใช้เป็นที่ตั้งทัพพม่าสำหรับจะเอาปืนใหญ่ยิงข้ามเข้าไปในพระราชวัง แต่บางหลักฐานก็ว่ามีการบูรณะกันไปในสมัยรัตนโกสินทร์ด้วยเหมือนกัน วัดนี้ยังมีความสำคัญอีกอย่างตรงที่ช่วงก่อนเสียกรุงครั้งแรก ที่พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาล้อมอยุธยาไว้เสียหลายเดือนก่อนจะถอยทัพกลับไป ที่บริเวณวัดนี้ยังเป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกันระหว่างพระเจ้าบุเรงนองกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิของไทย (ถ้าในหนังเรื่องสุริโยไทก็แสดงโดย "ศรัยญู") ในครั้งนั้นไทยต้องเสียช้างเผือกไป 4 เชือก แถมแต่ละปียังต้องส่งส่วยให้พม่าอีกด้วย เพราะงั้นถ้าตามหลักฐานของพม่า ไทยเราก็ตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่าไปเรียบร้อยตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ที่ต้องมีสงครามก็จนที่ไทยเราเรียกว่าเสียกรุงครั้งแรกก็เพราะไทยเราเกิดฮึดฮัดขึ้นมา พม่าก็เลยยกมาปราบอีกรอบ
ของดีที่น่าไปชมอีกอย่างที่วัดนี้ก็คือ พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี ทำด้วยหินทรายสีเขียวที่อยู่ที่วิหารหลังเล็กข้าง ๆ
ตามหลักฐานเชื่อกันว่าในแถบภาคกลางของไทยเมื่อพันกว่าปีมาแล้วมี อาณาจักรทวารวดี ตั้งอยู่ และพระพุทธรูปนี้ก็ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น ซึ่งก็แปลว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีอายุกว่าพันปีทีเดียว พุทธลักษณะก็แปลกตากว่าที่เราคุ้นกัน เพราะจะประทับนั่งลักษณะเหมือนนั่งบนเก้าอี้ ไม่ใช่นั่งขัดสมาธิราบหรือขัดสมาธิเพชร มีการพบพระพุทธรูปลักษณะนี้เพียง 6 องค์เท่านั้น ที่พบเยอะหน่อยจะอยู่ที่นครปฐมที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองสำคัญหรืออาจจะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดี
อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วว่า เลยจากวัดหน้าพระเมรุเข้าไป มีตลาดน้ำอยุธยาให้แวะเที่ยวกันได้ ตอนที่ข้ามสะพานออกมาตรงหน้าวัดพระเมรุจะมีป้ายบอกทางกันเอาไว้
ดูกันชัด ๆ ว่าป้ายบอกทางไป ตลาดน้ำอยุธยา หรือที่เรียกกันติดปากแล้วว่า ตลาดน้ำคลองสระบัว หน้าตาแบบนี้ แล้วก็จะมีป้ายบอกทางอย่างนี้เป็นระยะไปเรื่อย ตามป้ายนี้ไปเรื่อยไม่ต้องห่วงเรื่องหลงทาง ใครจะแวะมาเที่ยวกัน ตลาดมีเฉพาะวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นเสาร์-อาทิตย์ หรือหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น แล้วตั้งแต่ 16 ม.ค. 53 ทางตลาดเขาก็เริ่มขอเก็บค่าเข้าตลาดคนละ 50 บาท สำหรับ ผู้ใหญ่ และ 25 บาท สำหรับเด็กโต ส่วนหลังสี่โมงเย็นไปแล้วก็จะลดให้ครึ่งราคา แต่ที่ตลาดจัดเพิ่มให้ก็คือบริการเครื่องดื่มฟรีหมดทุกอย่าง และดื่มกันได้ไม่อั้น
วิ่งตามทางมาเรื่อย พอเจอป้าย วัดศรีโพธิ์ ก็เตรียมตัว เลี้ยวซ้าย ป้ายบอกทางไปตลาดบอกให้เลี้ยวก็มีแต่อันเล็ก ป้ายวัดตรงนี้เห็นถนัดชัดตากว่า
เลี้ยวมาแล้ว ก็จะมาเจอประตูทางเข้าวัด
ไม่ต้องเข้าไปในวัด แต่เลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดไป
ทางที่เลยต่อเข้าไปจะแคบหน่อย แล้วยังมีบ้านเรือนชาวบ้านขนาบอยู่ ปกติถนนจะค่อนข้างรถน้อย ชาวบ้านอาจจะไม่ชินที่มีรถวิ่งพลุกพล่าน เด็ก ๆ อาจจะพรวดพราดออกมาที่ถนน ยังไงก็ขับรถผ่านไปช้า ๆ กัน
ที่จอดรถจะมีสองแห่ง ตรงนี้เป็นอันแรก จะมีเจ้าหน้าที่คอยชี้ทางให้อยู่
ตรงเลยเข้าไปจะมีลานจอดรถอยู่
ก่อนถึงลานจอดจะมีทางเดินเข้าตลาด จอดรถแล้วก็เดินย้อนมานิดนึง
แต่ถ้าไม่ได้เลี้ยวเข้ามาที่ลานแรก อาจจะเพราะที่จอดรถเต็ม เลยมาก็จะมีลานจอดรถอีกแห่ง ตรงนี้จะกว้างขวางกว่าที่ลานแรก
เพียงแต่ต้องเดินไกลกว่า แต่บรรยากาศทางก็น่าเดินเลยทีเดียวล่ะ จะว่าไปแล้วซื้อของกินในตลาดแล้วหิ้วมานั่งหม่ำกันแถวนี้บรรยากาศลมเย็นสบายดีเหมือนกัน
ของที่มีขายกันเป็นของกินสารพัด แล้วก็ต้องใช้คูปองซื้อหากัน มาถึงแล้วก็แลกคูปองกันไว้เลย แล้วที่โต๊ะแลกคูปอง จะมีป้ายบอกรอบการแสดงเอาไว้ ปกติจะมีวันละ 4 รอบ แต่ละวันเวลาแสดงของแต่ละรอบอาจจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ปกติจะเริ่มรอบแรกกันช่วงเที่ยงเป็นต้นไป
ได้คูปองมาแล้วก็เดินชมเดินช้อปกันได้เลย ของจะวางขายอยู่ริมทางเดิน
แม่ค้าแม่ขายก็จะแต่งตัวกันด้วยชุดไทย ๆ ให้บรรยากาศย้อนยุค
ถ้วยชามเขาก็เลือกใช้ชามสังกะสีเคลือบแบบนี้
ส่วนที่นั่งเขาก็ทำยื่นลงไปในน้ำ
ที่เก๋กว่านั้นคือ เอาเรือมาจอดให้ลงไปนั่งกันด้วย
เป็นบรรยากาศที่แปลกไปกว่าตลาดแห่งอื่น แวะมาเมื่อไหร่ก็ลองลงไปนั่งเล่นดู
ห้องน้ำห้องท่าต้องเดินขึ้นไปทางด้านหลังของร้านขายของ ระหว่างทางเขายังปลูกข้าวเอาไว้ให้ชมกันด้วย
แล้วยังทำฉากให้ได้อารมณ์เหมือนย้อนกลับไปอยู่ในยุคสมัยอยุธยา
ช่วงที่มีการแสดง นักแสดงก็จะออกไปวาดลวดลายกันกลางน้ำเลยทีเดียว
อย่านึกว่าเขามีวิทยายุทธล้ำเลิศถึงขั้นเดินบนน้ำ ที่แท้เขาทำทางเดินไม้ไผ่เอาไว้นี่เอง แต่ถ้าพูดถึงฝีไม้ลายมือของนักแสดงแล้วต้องบอกว่ามืออาชีพกันทั้งนั้น เรียกว่า ถึงต้องเสียค่าเข้าตลาดมา แต่แค่ได้มาดูการแสดงก็คุ้มราคาแล้ว
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.