| เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา |
|
หน้า 4 จาก 7
อิ่มแล้ว ไปเที่ยวกันต่อ
ขับรถเลี้ยวขวาออกจากวัดใหญ่ฯ ตรงไปก็จะเจอกับวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม ที่แต่ก่อนตรงนี้ก็เป็นวัดมาก่อน แต่พอทำถนนผ่าเข้ามาในวัด วัดก็เลยถูกไถเสียเรียบวุธเหลือแต่เจดีย์เอาไว้เป็นที่ระลึก สงสัยตำแหน่งจะพอดีเหมาะเป็นวงเวียนเลยเหลือรอดมาได้
เลี้ยวซ้ายที่วงเวียนแล้วก็ตรงข้ามสะพานมาเลย สะพานนี้เป็นสะพานใหม่ชื่อ สะพานสมเด็จพระนเรศวร ส่วนสะพานเก่ามีแค่สองเลน อยู่ตรงกลางที่เห็นเป็นโครงเหล็กโค้งขึ้น ชื่อว่า สะพานปรีดี-ธำรง ที่ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่บุคคลสำคัญของอยุธยาสองท่านคือ ท่านปรีดี พนมยงค์ และหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์
ขับตรงมาผ่านแยกไฟแดงมาสองแยก ให้สังเกตว่าถัดจากจวนผู้ว่าราชการจังหวัดมา เราก็จะมาถึง ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา เลี้ยวเข้าไปจอดรถด้านหลังได้เลยมีลานจอดรถอยู่
ที่นี่จะจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับอยุธยา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง วิถีชีวิต และความเป็นศูนย์การทางการค้าระหว่างประเทศ ที่อยุธยาได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกก็ด้วยความเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีตนี่แหละ ที่น่ามาดูอย่างมากสำหรับที่นี่ก็คือ แบบจำลองของพระราชวังโบราณ เพราะของจริงตอนนี้เหลือแต่ร่องรอยของฐานรากเท่านั้น ได้ดูแบบจำลองก่อนจะไปดูของจริงจะช่วยให้เราจินตนาการเห็นความยิ่งใหญ่ของพระราชวังโบราณได้ชัดเจนขึ้น ศูนย์ฯ จะเปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท กระซิบว่าในห้องจัดแสดงติดแอร์เย็นสบาย เหมาะจะมาเดินตากแอร์หลบความร้อนยามเที่ยง ก่อนจะออกไปเดินชมวัดวาต่อตอนบ่ายแก่ ๆ หน่อย
ที่อยู่เยื้องกันกับศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ ก็คือ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา
ที่น่าแวะไปชมก็คือห้องจัดแสดงเครื่องทองที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะ ในส่วนที่ยังเหลือกับที่ตามคืนมาได้หลังจากที่มีโจรมาแอบขุดแล้วก็ขโมยไป (ภาพตัวอย่างของเครื่องทองที่จัดแสดง คลิ๊กดูได้จากลิงก์ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา) แต่ของที่น่าสนใจก็ใช่ว่าจะมีแต่เครื่องทอง ที่นี่ยังจัดเก็บศิลปวัตถุอื่นๆ ที่สวยงามน่าสนใจเอาไว้ แต่ แต่ แต่ ห้ามถ่ายรูป เพราะงั้นก็ต้องไปเดินชมกันเอง ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท พิพิธภัณฑ์จะปิดวันจันทร์-อังคาร ส่วนวันอื่นก็จะเปิดให้เข้าชมกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น
ถ้าขับรถมาเที่ยว ตอนกลับรถไปที่พิพิธภัณฑ์คงจะเห็นตึกหน้าตาแปลก ๆ หลังนี้แล้ว ที่นี่แต่ก่อนเคยเป็นศาลากลางจังหวัด แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้ว
ใครอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็แวะมาถามได้ที่นี่ เปิดให้บริการกันทุกวันตั้งแต่ 8.30 - 16.30 น. หรือจำง่าย ๆ ว่าตามเวลาราชการ ที่สำคัญเค้ามีแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวในอยุธยาแจกให้ด้วย แวะมาขอติดรถไว้สักหน่อยจะดีมาก เดี๋ยวจะได้ไม่หลงทางตอนไปเที่ยวต่อกัน
บนชั้น 2 ยังนิทรรศการสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อีกด้วย (ส่วนนี้จะปิดวันพุธ) ที่เที่ยวที่ไหนหน้าตาเรื่องราวเป็นยังไง มาหาข้อมูลกันได้ที่นี่เลย เป็นที่ที่ติดแอร์เย็นสบายอีกแห่งหนึ่ง ฝากติงกันสักนิดว่าภายในจัดแสงไว้มืดไปสักนิด เลยไม่ค่อยสะดวกที่จะอ่านข้อมูลที่แสดงไว้
อันนี้เป็นภาพจำลองบรรยากาศการแข่งเรือกันที่เจดีย์ภูเขาทอง ที่ตอนหน้าน้ำหลากชาวบ้านก็จะมาเล่นเรือเล่นสักวากันที่นี่ ที่กรุงเทพเองสร้างภูเขาทองขึ้นมาแล้วก็ขุดคลองเอาไว้ข้าง ๆ ก็เอาไว้เล่นสักวาแบบเดียวกับที่เคยเล่นกันที่อยุธยาเหมือนกัน
จากที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถ้ายังแดดร้อนอยากแนะนำให้ลองมาขับรถวนรอบเกาะเมืองสักรอบ รอเวลาแดดร่มลมตกแล้วค่อยไปเดินเที่ยวตามวัดกันต่อ ที่สำคัญจะได้รู้จักที่ทางในเกาะเมืองเอาไว้ เผื่อเที่ยวหน้ามาอีกจะได้คล่องถนนหนทาง
ตอนออกจากศูนย์บริการฯ ทางจะบังคับให้เลี้ยวซ้าย ก็เลี้ยวไปก่อนแล้วค่อยกลับรถมาอีกทีเสร็จแล้วก็วิ่งตรงมาจนสุดถนน ถนนที่ขวางอยู่ข้างหน้าคือ ถนนอู่ทอง ที่เป็นถนนที่เป็นวงรอบเกาะเมือง เราก็เลี้ยวขวามาเวียนขวารอบเกาะเมืองกันสักหน่อย
พอเลี้ยวรถมาแล้ว ตรงย่านฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจะเป็นแหล่งร้านขายของฝากชื่อดังของอยุธยา ก็คือโรตีสายไหม มีหลายร้านให้ลองเลือกชิมกัน
ตรงต่อมาจะผ่านหน้า พระตำหนักสิริยาลัย เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
เลยมาหน่อยจะเป็นแยกที่จะข้ามสะพานออกไปวัดไชยวัฒนารามที่เดี๋ยวจะพาไปชมกัน
จากแยกมานิดเดียวก็คือ เจดีย์ศรีสุริโยทัย ที่ได้รับการบูรณะไว้อย่างสวยงาม วิวถนนตรงช่วงนี้จะเปิดโล่งให้เห็นแม่น้ำเจ้าพระยา
ถัดมาจะมาเจอสามแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ ป้ายจะบอกว่าเลี้ยวซ้ายไปอ่างทอง
ตรงหัวมุมแยกจะมีพิพิธภัณฑ์ของเล่นให้เข้าไปเที่ยว อยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรให้เข้าไปชมบ้าง คลิกไปดูได้ที่ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์
ส่วนถ้าเลี้ยวซ้ายที่แยกนี้ ก็จะวิ่งออกไปชม วัดภูเขาทอง กับ อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร ได้
เจดีย์ที่วัดภูเขาทอง จะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมที่ตัวเจดีย์คงจะถูกสร้างขึ้นใหม่ทับไปบนฐานที่พระเจ้าบุเรงนองเคยสร้างเจดีย์เอาไว้เป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะตอนที่ยึดเอาอยุธยาไว้ได้ ที่เชื่อกันอย่างนี้ก็เพราะรูปทรงของฐานเจดีย์จะเป็นทรงอย่างมอญ
ตรงต่อมาจะมาเลียบผ่านบริเวณพระราชวังโบราณทางด้านขวามือ ที่เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่จะเหลือเพียงแค่ฐานรากเท่านั้น ที่จะยังเห็นได้ชัดหน่อยก็คงเป็นซากกำแพงวัง
เลยจากบริเวณพระราชวังโบราณมาสักหน่อย จะมีแยกซ้ายข้ามสะพานไปยังวัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดที่มีของงาม ๆ น่ามาชม
เลยจากหน้าวัดหน้าพระเมรุลึกเข้าไป จะมีตลาดน้ำแห่งใหม่ชื่อ ตลาดน้ำอยุธยา
บริเวณตลาดจะอยู่รอบสระน้ำกว้าง
ตามทางเดินรอบสระน้ำจะมีแผงขายของกินเรียงราย
ซื้อแล้วก็มานั่งหม่ำกันรอบ ๆ ริมน้ำ อากาศเย็นสบาย
ที่นี่ยังมีการแสดงวันละ 4 รอบ ให้ชมกันฟรี ๆ อีกด้วย
ถ้าวิ่งเลยต่อผ่านสะพานที่จะข้ามไป วัดหน้าพระเมรุ กับ ตลาดน้ำอยุธยา ขึ้นมา
ย่านแถวนี้จะคึกคักขึ้นเพราะเป็นย่านตลาดหัวรอ สังเกตว่าจะมีร้านทองเรียงรายอยู่หลายร้านทีเดียว
ที่จริงแถวนี้ก็เป็นย่านตลาดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วเพราะเป็นย่านที่มีคลองหลายสายไหลมาบรรจบกัน เรียกว่าทำเลดีเดินทางสะดวกก็เลยเป็นย่านการค้าที่สำคัญมาแต่อดีต
เยื้องกันกับตลาดหัวรอจะมีพิพิธภัณฑอีกแห่งคือ พิพิธภัณฑ์จันทร์เกษม ตั้งอยู่ในบริเวณวังหน้า
เดิมหรือ "วังจันทรเกษม"
เดิมสร้างขึ้นสำหรับสมเด็จพระนเรศวรสมัยที่ยังเป็นวังหน้าใช้ประทับ จะสังเกตได้ว่ากำแพงจะมีใบเสมาตั้งอยู่บนกำแพงไว้ด้วย กำแพงที่มีใบเสมาประดับอย่างนี้เป็นธรรมเนียมที่จะทำได้เฉพาะวังของพระราชวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าขึ้นไปเท่านั้น
ถ้าจะแวะเข้ามาชมที่พิพิธภัณฑ์ ก็เลี้ยวรถเข้ามาจอดกันข้างในก็ได้ มีที่จอดรถให้บริการอยู่ ส่วนค่าเช้าชมคนละ 10 บาท เปิดให้บริการ พุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
วังจันทร์เกษมก็เช่นเดียวกับที่พระราชวังหลวงก็คือ หลังเสียกรุงแล้วก็ถูกเผาทำลายไปหมด พระที่นั่งต่าง ๆ ที่เห็นเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 อย่างพระที่นั่งองค์นี้คือ "พระที่นั่งพลับพลาจตุรมุข" ก็สร้างขึ้นใหม่บนฐานรากเดิมที่เคยมีอยู่มาก่อน
ปัจจุบันพระที่นั่งองค์นี้ก็จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 4 อย่างเช่น พระแท่นบรรทม พระราชอาสน์ โต๊ะเสวย ฯลฯ
พระที่นั่งพิมานรัตยา" จะสร้างเป็นแบบตึกตะวันตกที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้ใช้เป็นที่ตั้งของที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า ถ้าแวะมาชมกันก็จะได้เห็นพระพุทธรูปงาม ๆ ของอยุธยาที่จัดแสดงกันเอาไว้
ส่วนองค์นี้เป็น "หอพิสัยศัลลักษณ์" เป็นหอสูง 4 ชั้นที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 อีกเหมือนกันสำหรับใช้ทรงกล้อง
ตึกมหาดไทย ตึกนี้จะมาสร้างสมัยถัดมาสำหรับใช้เป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่าที่ย้ายออกจากพระที่นั่งพิมานรัตยามา เป็นอาคารไม้สักชั้นเดียว มีห้องจัดแสดงโบราณวัตถุอยู่หลายห้องที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและงานศิลปกรรมของชาวอยุธยาในสมัยก่อน อย่างเช่น เรือรูปแบบต่าง ๆ เครื่องถ้วยชาม ตู้พระธรรม ฯลฯ
บนเส้นทางเดิมถัดจากย่านหัวรอมาแล้ว ก็จะมาเจอตลาดอีกแห่งหนึ่งก็คือ ตลาดเจ้าพรหม ตัวความคึกคักจริง ๆ จะต้องเลี้ยวขวาเข้าไปในถนนนเรศวร ตลาดนี้ก็เป็นตลาดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน
ส่วนถ้าเทียบระหว่างตลาดหัวรอกับตลาดเจ้าพรหม ต้องบอกว่าเจ้าพรหมดูจะคึกคักอินเทรนว่า ดูได้จากทั้งร้านพิซซ่าและแมคโดนัลก็มาเปิดอยู่แถวนี้
วิ่งต่อมาจะมาลอดใต้สะพานสมเด็จพระนเรศวรที่ใช้ข้ามเข้าเกาะเมืองมาก่อนหน้านี้ เลยมาหน่อยทางด้านซ้ายมือจะมีร้านอาหารเจ้าดังคือ "แพกรุงเก่า" อยู่ทางด้ายซ้ายมือ ส่วนฝั่งขวามือจะเป็นลานจอดรถของร้าน เจ้านี้จำได้ว่าเคยได้มากินกันตั้งแต่ยังเด็ก ๆ เลย เก่าแก่แค่ไหนก็ดูป้ายเอา
เลยจากร้านแพกรุงเก่ามา ทางด้านขวามือก็จะเจอทางเข้า วัดสุวรรณดาราราม วัดนี้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในพระราชวงศ์จักรี เพราะเป็นวัดที่สร้างโดยพระอัยกาในรัชกาลที่ 1 มาตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งเดิมเรียกว่า "วัดทอง"
ด้านหลังของพระอุโบสถยังมีเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพระชนกชนนีของรัชกาลที่ 1
ถ้าได้แวะมาจะต้องมาชมภาพจิตรกรรมฝาผนังของที่วิหารของวัดนี้กัน เห็นแล้วจะรู้สึกว่าคุ้นตาอย่างมาก เพราะเป็นภาพพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรที่ใช้ประกอบในแบบเรียนสมัยเด็ก ๆ นี่เอง
อย่างภาพนี้เป็นตอนที่สมเด็จพระนเศวรทรงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป
เลยจากวัดสุวรรณดารารามก็จะมาเจอกับ ป้อมเพชร
ป้อมนี้ในอดีตเป็นป้อมที่สำคัญมากป้อมนึงเพราะว่าตั้งอยู่ตรงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เรือที่แล่นขึ้นมาจากทางปากน้ำก็จะต้องผ่านมาตรงนี้
แวะมานั่งเล่นตอนเย็น ๆ ก็ไม่เลว เห็นมีหลายคนมาปูเสื่อนั่งทานอาหารแบบปิคนิกกันที่นี่
ถัดจากป้อมเพชรไปแถบนี้จะมีร้านอาหารริมน้ำกันอีกหลายแห่งเรียงรายกันไปเลย แต่ละเจ้าก็จะมีบริการล่องเรือทานข้าวกัน สนใจเจ้าไหนก็ลองเล็ง ๆ เอาไว้สำหรับมื้อเย็นก็ไม่เลว
แต่ถ้าจะเป็นร้านที่ได้ยินหลายคนแนะนำกันในย่านนี้คงจะเป็น "ร้านไทรทองริเวอร์"
วนครบรอบกลับมาที่สามแยกโรงพยาบาลอยุธยาแล้ว เดี๋ยวจะไปเที่ยววัดมหาธาตุกันต่อ
พอถึงสามแยกก็เลี้ยวขวา แล้วตรงผ่านหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาจนถึงวงเวียน ให้เลี้ยวขวามา เลี้ยวมาแล้วทางด้านซ้ายมือจะเห็นเป็นเวิ้งที่จอดรถใหญ่ ๆ อยู่เยื้องกับโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อันนี้ยังไม่ใช่วัดมหาธาตุ แต่เป็นร้านอาหารริมบึงพระราม ตั้งเรียงรายกันอยู่หลายร้าน
จะเข้าร้านไหนก็เลือกกันตามสบาย เท่าที่เห็นก็มีทั้งอาหารง่าย ๆ พวกข้าวเหนียวส้มตำ ไปจนถึงอาหารตามเมนู แนะนำไว้เป็นแหล่งกินอีกแห่งหนึ่งในอยุธยา
บรรยากาศภายในร้าน
วิ่งรถมาพอเจออีกวงเวียนก็เลี้ยวซ้าย ซ้ายมือจะมีลานจอดรถของวัดมหาธาตุอยู่
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.