Home เที่ยวที่ไหนดี ไปเช้าเย็นกลับ เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา

เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา

 

 

จากถนนสาย 3477 เส้นเดิม เลยต่อขึ้นไปจะผ่านหน้าวัดพนัญเชิง

แต่เดิมจะวิ่งตรงอย่างเดียวก็ถึงวัดพนัญเชิงได้ แต่ตอนนี้มีถนนสาย 356 มาตัดผ่าน (เป็นถนนสายที่ตัดให้เชื่อมระหว่างสาย 32 หรือสายเอเชีย กับ สาย 347 ที่วิ่งจากเส้นวงแหวนตะวันตกไป อ.บางปะหัน)

ตรงที่ถนนตัดกันจะเป็นช่วงทางลาดขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำของเส้นที่มาตัดผ่านพอดี เพราะงั้นถ้าจะวิ่งตรงไปเลยสะพานก็ยังยกตัวสูงไม่พอให้ลอดได้ แทนที่เราจะได้วิ่งตรงไป ก็เลยต้องวิ่งเลี้ยวซ้ายแล้วไปอ้อมใต้สะพานก่อนจะเลี้ยวซ้ายอีกที

ถ้ายังงงก็เอาเป็นว่า ขับรถมาแล้วเจอป้ายในรูป ก็ให้ขับตามป้ายไป วัดพนัญเชิง เอาไว้

 

 


 

 

ระหว่างทางก่อนถึงวัดพนัญเชิงเราจะผ่าน หมู่บ้านญี่ปุ่น

 

 


 

 

พื้นที่บริเวณนี้มีหลักฐานในแผนที่ที่ชาวฝรั่งเศสที่เคยเข้ามาในอยุธยาได้ทำเอาไว้ ระบุว่าเป็นที่ตั้งของชุมชนคนญี่ปุ่น

 

 


 

 

ภายในจัดเป็นสวนหย่อม แล้วก็มีร้านขายของที่ระลึกอย่างนี้ คงไว้สำหรับต้อนรับคนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวอยุธยาเป็นหลัก เรียกว่าพอเข้าไปแล้วก็เหมือนไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย เพราะหาป้ายภาษาไทยแทบไม่ได้เลย

 

 


 

 

ขับรถต่อมาอีกหน่อยก็จะเจอป้ายนี้ กับวิหารหลังคาสูง ๆ ข้างหน้าก็ใช่เลย วัดพนัญเชิง เตรียมตัวเลี้ยวซ้ายเข้ามาที่ลานจอดรถได้เลย

 

 


 

 

ตัวตึกที่อยู่ติดกับรั้วที่เห็นก็คืออาคารห้องน้ำของวัด ทำไว้ใหญ่โตสะอาดสะอ้าน มีห้องสำหรับคนพิการเอาไว้ให้ด้วย เยี่ยมไปเลย ของแปลกอย่างหนึ่งที่น่ามาชม คือ "ป้ายห้องน้ำ"ที่เอานาฬิกามาแขวนบังเอาไว้ (ฮา)

 

 


 

 

ด้านหน้าทางเข้า

 

 


 

 

วัดนี้พี่น้องชาวจีนจะนิยมมากราบไหว้ หลวงพ่อซำเปากง ซึ่งเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารกัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็จะเจอกับบรรยากาศคึกคักอย่างนี้

 

 


 

 

ผู้คนจุดธูปเทียนบูชากันอย่างล้นหลาม

 

 


 

 

ปิดทองกันได้ที่ด้านนอกก่อน

 

 


 

 

เข้ามาในตัวพระวิหารแล้วก็มากราบ หลวงพ่อซำเปากง หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก ซึ่งเป็นนามที่รัชกาลที่ 4 พระราชทาน

ตามประวัติแล้วพระพุทธรูปนี้สร้างมาก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี

บางแนวก็สันนิษฐานว่าสร้างโดยจอมพลเรือขันทีชาวจีนนามว่า เจิ้งเหอ ที่จักรพรรดิราชวงศ์หมิงส่งให้ออกเรือตระเวนไปเสียหลายคาบสมุทร ซึ่งอีกชื่อหนึ่งของท่านก็คือ ซำเปากง

ที่จริงเรื่องเจิ้งเหอเป็นเรื่องน่าสนุกทีเดียว ใครสนใจลองไปหาหนังสืออ่านได้มีขายตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ แล้วก็เชื่อกันว่าก่อนจะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมา

บริเวณนี้ได้มีผู้อยู่อาศัยมาก่อนแล้วที่เรียกว่า เมืองอโยธยา เห็นสร้างพระพุทธรูปได้องค์ใหญ่โตขนาดนี้ ก็น่าจะสันนิษฐานได้อีกเหมือนกันว่าเมืองอโยธยานี่ก็คงมีความรุ่งเรืองไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 


 

 

พระพุทธรูปองค์นี้ เล่ากันว่าก่อนเสียกรุงครั้งที่สองได้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาเหมือนกับจะเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง

 

 


 

 

บริเวณรอบ ๆ ยังประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่เอาไว้มากมาย

 

 


 

 

ตามเสาก็จะมีเจาะช่องและประดิษฐานพระพุทธรูปเอาไว้

 

 


 

 

รวมทั้งบริเวณผนังโดยรอบด้วย

 

 


 

 

ถ้าเดินย้อนออกไปตรงหน้าที่จุดธูปเทียนบูชากัน อาคารด้านซ้ายจะเป็นพระอุโบสถที่ตกแต่งไว้สวยงามเลยทีเดียว

 

 


 

 

ส่วนอีกฝั่ง ภายในก็จะตกแต่งแบบจีน

 

 


 

 

ด้านหน้าจะประดิษฐานพระพุทธเจ้าตามความเชื่อของลัทธิมหายาน 3 พระองค์ องค์ซ้ายมือคือ "พระอมิตตาพุทธเจ้า หรือ ออนีถ่อฮุก" เป็นพระพุทธเจ้าในนิกายสุขาวดีที่พระชาวจีนสถาปนาขึ้น โดยเชื่อว่าการเพ่งจิตไปที่พระพุทธเจ้าองค์นี้ และกล่าวพระนามของพระองค์จะช่วยให้ผู้ที่เลื่อมใสหลุดพ้นจากสังสารวัฎได้

เพราะงั้นในหนังจีนกำลังภายในก็เลยได้ยินพระจีนชอบพูด "อมิตตาพุทธ" ให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ

องค์ตรงกลางคือ "พระไภษัชยยาคุรุพุทธเจ้า หรือ เอี๊ยะซือฮุก" เป็นพระพุทธเจ้าในลัทธิมหายานผู้ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

องค์ขวาคือ "พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า" หรือ เซ็กเกียมอนีฮุก หรือพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันกับที่เรารู้จักกันดีในลัทธิหีนยาน นิกายเถรวาทนั่นเอง

 

 


 

 

ด้านที่ติดกับแม่น้ำจะมี "ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก"

 

 


 

 

ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้ากรุงจีนได้ให้พระธิดาอภิเษกกับพระเจ้าสายน้ำผึ้งซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา แต่เมื่อเรือของพระธิดามาถึงอโยธยา พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ได้เสด็จลงไปรับที่เรือให้แต่ข้าหลวงลงไปรับ นางก็เลยน้อยใจไม่ยอมขึ้นจากเรือแล้วก็กลั้นใจตายจนกลายมาเป็นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากไป

ชื่อวัดพนัญเชิงเอง ก็ทำนองว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "พระนางทำเชิง" มาจากการที่พระธิดาทำเชิงไม่ยอมขึ้นจากเรือนี่เอง

 

 


 

 

ด้านหน้าของศาลเจ้าแม่จะมีศาลาท่าน้ำของวัด ตรงนี้จะมีเรือนำเที่ยวให้บริการล่องเรือรอบเกาะเมือง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าเรือก็ราว 300 บาท ส่วนตึกที่เห็นฝั่งตรงข้ามคือ โรงแรมริเวอร์วิวเพลสที่อยู่ในเกาะเมือง ซอยข้าง ๆ โรงแรมจะมีท่าเรือข้ามฟากมาที่วัดพนัญเชิงนี่ได้ด้วย

 

 


 

 

อีกฟากหนึ่งของวัดจะมีร้านขายของที่ระลึก ที่อยู่กันเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

 


 

 

มีเวลาก็ลองแวะเดินชมกันหน่อย เสร็จเรียบร้อยเดี๋ยวจะไปต่อกันที่วัดใหญ่ชัยมงคล

 

 


 

 

ทางไปก็เลี้ยวซ้ายออกจากวัดพนัญเชิง วิ่งข้ามทางรถไฟมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับ วัดใหญ่ชัยมงคล ทางด้านขวามือ

วัดนี้หลงยากเพราะว่าจะเห็นเจดีย์สูงใหญ่มาแต่ไกล ตรงทางเข้าวัดจะมีลานจอดรถอยู่ด้านนอก แต่ลองขับรถผ่านประตูที่เห็นในรูปเข้ามาจะมีลานจอดรถอยู่อีกส่วนหนึ่ง ถ้าได้จอดตรงนี้ก็จะได้ไม่ต้องเดินไกลนัก

ส่วนใครพาชาวต่างประเทศมาต้องซื้อบัตรเข้าชมคนละ 20 บาทตรงซุ้มหน้าประตู แล้วจะมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บบัตรอีกทีตรงทางเข้าวัดด้านใน

 

 


 

 

อันนี้ลานจอดรถด้านใน จังหวะดี ๆ อาจจะได้จอดใต้ร่มไม้บ้าง

 

 


 

 

เข้ามาถึงต้องแวะมาชมพระนอนกันเสียก่อน

 

 


 

 

จากนั้นก็ไปกราบพระกันที่พระอุโบสถกัน

พระอุโบสถที่นี่เป็นของสร้างใหม่ที่สร้างทับลงไปบนอุโบสถหลังเดิม แต่สร้างให้มีขนาดเล็กกว่าทำให้ยังรักษาผนังเดิมเอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ชมกันด้วย

แต่ถ้าเป็นสมัยหลังมา การอนุรักษ์โบราณสถานจะไม่สร้างของใหม่ทับลงไปบนของโบราณ รวมทั้งจะไม่มีการสร้างของใหม่เติมลงไป การบูรณะเพียงแต่จะรักษาให้คงสภาพตามที่ยังเป็นอยู่ไว้เท่านั้น

 

 


 

 

เดินไปด้านหลังพระอุโบสถไปชมพระเจดีย์กันต่อ

เจดีย์ที่นี่จะมีขนาดสูงใหญ่มาก เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการทำยุทธหัตถีและมีชัยต่อพระมหาอุปราชของพม่า

แต่อีกแนวก็สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่มีอยู่แล้ว แต่มาต่อเติมเสริมให้สูงใหญ่ขึ้น ว่ากันว่าตั้งใจจะให้ใหญ่พอสู้ได้กับเจดีย์ภูเขาทองที่พระเจ้าบุเรงนองมาสร้างไว้ตอนที่ยึดอยุธยาได้ในคราวเสียกรุงครั้งแรก

มีเกร็ดเล็ก ๆ เล่าถึงความสำคัญของวัดนี้ว่าเป็นวัดของพระราชาคณะ ฝ่ายอรัญวาสี (สายพระป่า) ด้วยว่า หลังจากเสร็จศึกยุทธหัตถีพวกแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จครั้งนั้นเกือบจะชะตาขาดเพราะถูกสั่งประหารชีวิตทั้งหมด เพราะว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงพิโรธเอา เหตุก็เพราะดันติดตามพระองค์ไปไม่ทัน ปล่อยให้พระองค์ต้องไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมข้าศึก ยังดีที่ทรงมีปฏิภาณที่จะเชิญพระมหาอุปราชซึ่งก็ทรงคุ้นเคยรู้จักกันดีตั้งแต่ตอนที่ถูกให้เป็นตัวประกันอยู่ที่พม่า ออกมาทำยุทธหัตถีกันไม่งั้นพระองค์ท่านเองคงเสร็จพม่าแน่ ๆ

แต่พอสมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้ว ซึ่งสันนิษฐานว่าก็คือที่วัดใหญ่ฯ นี่แหละ เข้าไปกราบทูลถามข่าวสงครามหลังจากเสร็จศึกแล้ว แล้วก็เปรียบเทียบศึกยุทธหัตถีนี้กับการผจญมารของพระพุทธองค์ ที่เดิมพวกเทวดาก็ว่าจะคอยช่วย พอเอาเข้าจริงก็เผ่นกันเรียบ แต่พอพระพุทธองค์ทรงสามารถเอาชนะมารลงได้ทั้งที่มีแต่พระองค์เดียวก็เลยกลายเป็นเกียรติที่เลื่องลือ เช่นเดียวกับที่นายทัพนายกองตามเสด็จไม่ทัน

ก็เรียกว่าเป็นวิกฤตที่ก่อให้เกิดโอกาสที่ทำให้พระองค์ได้มีเกียรติยศปรากฎเลื่องลือไปไกล พระท่านมาเปรียบเทียบให้ฟังอย่างนี้แล้วสมเด็จพระนเรศวรก็ทรงคลายพิโรธ พวกนายทัพทั้งหลายก็เลยรอดตัวไม่ต้องรับโทษประหาร ได้รับโทษกันเพียงแต่ต้องไปตีเมืองทวายเมืองมะริดซึ่งเป็นเมืองท่าทางฝั่งตะวันตกที่ถูกพม่ายึดเอาไป มาถวายแก้ตัวเท่านั้น

 

 


 

 

ด้านหน้ามีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ในมณฑป แต่ก็เป็นของที่สร้างขึ้นใหม่

 

 


 

 

รวมทั้งด้านข้างที่เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สีขาว ก็เป็นของใหม่เช่นกัน

 

 


 

 

ที่เห็นด้วยตา คือ ทราย คือปูน คือแผ่นทอง คือดอกไม้ที่โรยรา
ที่เห็นด้วยใจ คือ เคารพ คือเลื่อมใส คือศรัทธา ล้นหัวใจ

พระพุทธรูปเกือบทั้งอยุธยา ถูกคนใจบาปตัดเศียรไปขายเสียหมด เพราะงั้นพระพุทธรูปที่เห็นยังสมบูรณ์อยู่รอบ ๆ พระเจดีย์นี้ล้วนเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่

แต่ถึงจะเป็นของใหม่ พระพุทธรูปก็ถูกสร้างขึ้นมาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อให้เราได้กราบไหว้ และรำลึกถึงคุณความดีรวมทั้งคำสั่งสอนของพระองค์ในเรื่องทุกข์และหนทางดับทุกข์

พระองค์ได้ทรงชี้ทางไว้แล้ว เหลือแต่พวกเราจะออกเดินไปตามทางที่ทรงบอกไว้เท่านั้น

 

 


 

 

ฝั่งตรงข้ามกับวัดมีก๋วยเตี๋ยวเจ้าดัง มาถึงแล้วน่าจะแวะไปชิมกันหน่อย ถ้าที่จอดรถหน้าร้านเต็มก็จอดไว้ที่ลานด้านนอกของวัดก็ได้ เพราะแค่เดินข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว

แต่ถ้าใครไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยว ไว้เดี๋ยวตอนท้ายจะแนะนำร้านอาหารเจ้าอื่น ๆ ไว้ด้วย

 

 


 

 

อันนี้เอามายั่วน้ำลายกันเล็ก ๆ ก่อน

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.